"Olaf Palme นักการเมืองผู้สู้และตายเพื่อสังคมนิยมประชาธิปไตย"

อัพเดตเมื่อ: ก.พ. 9



Olof Palme เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศสวีเดนสองสมัย ในช่วงปี 1969 -1976 และปี 1982 จนกระทั่งเขาถูกฆาตกรรมในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 1986 ทุก ๆ ครั้งที่วันครบรอบตายของเขามาถึง สำนักข่าวและผู้คนมักจะพูดถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเพื่อสืบหาว่าใครคือฆาตกร แต่น้อยครั้งนักที่จะมีการกล่าวถึงคุณูประการทางการเมืองที่เขาได้ทำไว้ครั้นสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่


เมื่อ Olof Palme ถูกฆาตกรรม นอกจากเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้ว เขายังเป็นผู้นำพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย(The Swedish Social Democratic Party (Swedish: Sveriges Socialdemokratiska Arbetareparti)) ผู้ยืนกรานท้าทายระบบทุนนิยมและต่อต้านแนวคิดจักรวรรดินิยมอย่างเด่นชัด และก็เป็นสิ่งที่ทราบโดยทั่วกันถึงบทบาทระหว่างประเทศของเขา ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนกลุ่มเวียดกงในการต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาในสงครามเวียดนาม การประณามจักรวรรดิฝรั่งเศสในเสปนที่ฆ่าสังหารโหดนักโทษทางการเมือง ประณามระบอบการปกครองบาทิสต้าและยกย่องการปฏิวัติคิวบา รัฐบาลสวีเดนภายใต้การนำของเขายังได้สนับสนุนงบประมาณแก่ FMLN ในเอลซัลวาดอร์และแซนดินิสตาสในนิการากัว เพื่อการต่อสู้กับกองกำลังทหารที่ได้รับการหนุนหลังโดยทหารอเมริกา มีการให้ทุนสนับสนุนแก่สภาแห่งชาติแอฟริกันในแอฟริกาใต้ และเขาก็ยังเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของโลกที่ยืนหยัดต่อสู้ต่อต้านการเหยีดสีผิวในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ในส่วนของการบริหารกิจการภายในประเทศเองเขาก็พยายามที่ธำรงรักษาไว้ซึ่งผลประประโยชน์ของประเทศอย่างที่สุดผ่านวัฒนธรรมการปกครองแนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่ได้ให้สัญญาว่า “รัฐสวัสดิการคือสิ่งจำเป็นพื้นฐานของชีวิตที่ทุกคนในประเทศต้องได้รับ”


แท้จริงแล้วการนำระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมประชาประชาธิปไตยมาปรับใช้ให้เกิดขึ้นในสังคมสวีเดนนั้นไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นฉับพลันในยุคของเขา แต่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 1932 ซึ่งเป็นปีที่พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอันเป็นชัยชนะภายใต้สภาวะทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างหนักของประเทศสวีเดน โดยมีการเสนอนโยบายที่ก้าวหน้าเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยในเวลานั้นได้สัญญาว่าจะมีการจ้างงานเต็มอัตราและการบริหารระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ภายใต้วิธีคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย และนโยบายนี้ก็ถูกนำปฏิบัติใช้ตลอดมาตั้งปีดังกล่าวจนกระทั้งถึงปี 1990 ซึ่งปรากฏว่าอัตราการว่างงานของสวีเดนตลอดช่วงเวลาดังกล่าวนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดจนมีผู้ว่างงานเหลือเพียงไม่เกิน 2-3 % เท่านั้น


ภายใต้การบริหารเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดสังคมนิยมประชาธิปไตยตั้งแต่ปี 1932 ของพรรคสังคมนิยมประชาธิปไตย รัฐบาลได้พยายามที่จะเปลี่ยนสังคมเดิมที่เป็นสังคมภายใต้ระบบทุนนิยมโดยมุ่งให้การเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่บนพื้นฐานของวิธีคิดแบบสังคมนิยมประชาธิปไตย ที่ให้คุณค่ากับการกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม ผู้คนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก มีการดำเนินการและพัฒนาต่อมาเรื่อยๆจนกระทั่งถึงยุคของ Olof Palme ที่ได้พัฒนานโยบายต่าง ๆ ไปอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น สิทธิ์เงินดูแลเด็กถ้วนหน้า สิทธิ์บ้านพักอาศัยสำหรับผู้เกษียณอายุและพ่อแม่ที่มีลูกเล็ก การเพิ่มเงินค่าเบี้ยเลี้ยงเด็ก และการขยายขอบเขตการบริการด้านสาธารณสุขโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายซึ่งรวมถึงสิทธิ์การทำแท้งด้วย จากนโยบายเหล่านี้ปรากฏว่าในปี 1980 สังคมสวีเดนได้กลายเป็นสังคมที่มีความเท่าเทียมกันมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก


จากบริบทที่ได้กล่าวไปข้างต้นนั้น จึงเป็นได้ว่าการฆาตกรรม Olof Palme อาจจะเป็นการฆาตกรรมด้วยเหตุผลทางการเมือง เพราะหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นนั้นได้ส่งผลกระทบอย่างมากทางการเมืองสวีเดน เพราะก่อนที่เขาถูกฆาตกรรมนั้น เขาเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในปี 1985 ด้วยการยืนยันในการต่อต้านระบบการเปลี่ยนสวัสดิการของรัฐสู่มือเอกชน (Privatisation) นำเสนอกองทุนค่าจ้างตามการทำงานจริง (Wage-earner) ต่อต้านการเข้าร่วมกลุ่ม EEC (EU ในปัจจุบัน) ยืนหยัดในความเป็นกลางทางนโยบายการต่างประเทศ รักษาเศรษฐกิจของภาครัฐที่มีขนาดใหญ่ถึงครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการเก็บภาษีที่มีอัตราที่สูงที่สุดในโลก


ทว่าสังคมนิยมประชาธิปไตยในประเทศสวีเดนหลังการฆาตกรรม Olof Palme นั้นได้แตกต่างออกไปจากนโยบายแบบสังคมนิยมเดิมที่เคยเป็นอยู่ตามที่ได้เสนอไปข้างต้นค่อนข้างมาก ไม่เพียงแต่ในประเทศสวีเดนเท่านั้นแต่ยังรวมถึงสังคมตะวันตกโดยภาพรวมที่มีความประนีประนอมระหว่างภาครัฐกับเอกชนมากยิ่งขึ้นซึ่งทำให้หลายประเทศที่เคยดำเนินนโยบายสังคมนิยมประชาธิปไตยได้ค่อยๆเดินออกห่างจากแก่นกลางและหัวใจของสังคมนิยมประชาธิปไตยออกไปเรื่อยๆ


ขอบคุณของมูลจาก: https://tribunemag.co.uk/2020/02/the-last-social-democrat

ดู 11 ครั้ง0 ความคิดเห็น