เเรงงานในฐานะของผู้ขับเคลื่อนสังคม


“แรงงาน” อาจจะดูเป็นคำไกลตัวสำหรับคนที่ยังไม่ประกอบอาชีพหรืออยู่ในตลาดแรงงาน แต่ความจริง แล้วเราทุกคนล้วนแวดล้อมไปด้วยแรงงาน เรามีแรงงานเป็นสมาชิกในทุกชนชั้น ทุกกลุ่มอาชีพ และแทรกซึมอยู่ใน ทุกสถาบันทางสังคม เราเกิดมาก็อยู่กับพ่อ แม่ และญาติพี่น้องที่ทำงานเพื่อจุนเจือรายได้ในสถาบันครอบครัว เมื่อ ถึงวัยเรียนเราก็เห็นกับครู ภารโรง หรือผู้ประกอบการร้านค้าต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษา เรารับชมความบันเทิง จากผู้จัดทำและผู้นำเสนอในสถาบันสื่อสารมวลชน หรือการเป็นศาสนิกชนในสถาบันทางศาสนา ฯลฯ


นอกจากพื้นที่ในสถาบันสังคมเหล่านี้แล้ว แรงงานยังมีพื้นที่ทางสังคมทับซ้อนกันหลายมิติ ทั้งในมิติทาง เศรษฐกิจด้วยการเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้ประกอบการ มิติสังคมในฐานะสมาชิกของสถาบันทางสังคม และในมิติทาง วัฒนธรรม ด้วยเพราะแรงงานในฐานะสมาชิกของสถาบันย่อมได้รับการสั่งสมค่านิยม ความเชื่อ หลักปฏิบัติของ สถาบันให้กลายเป็นผู้สืบสานวัฒนธรรมโดยปริยาย เช่น พนักงานในองค์กรต่าง ๆ เมื่อเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรย่อม ได้รับการถ่ายทอดวัฒนธรรมจากผู้มีประสบการณ์และจากสภาพแวดล้อมรอบตัว ทำให้พนักงานเหล่านี้เป็น กลายเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กรให้กับพนักงานใหม่รุ่นต่อไป แต่สังคมไทยกลับมีพื้นที่ตอบรับแรงงานเพียงมิติ ทางเศรษฐกิจเท่านั้น จากการให้คำนิยามคำว่า “แรงงาน” ของราชบัณฑตยสภาที่ผูกความหมายไว้กับการออกแรง เพื่อให้ได้มาซึ่งค่าตอบแทนเท่านั้น เมื่อแรงงานถูกจำกัดในพื้นที่ซึ่งแคบกว่าความเป็นจริง ทำให้การส่งเสียงเพื่อ เรียกร้องในเรื่องต่าง ๆ ไม่ดังเท่าที่ควร จึงเกิดขบวนการรวมตัวเพื่อทวงคืนพื้นที่ทางสังคมในมิติอื่น ๆ เรื่อยมา


เริ่มต้นที่การเคลื่อนไหวของแรงงานเพื่อความเป็นอยู่ของตนเอง ทั้งในภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และภาคการเมือง เช่น เครือข่ายของกลุ่มแรงงานหญิงจากกลุ่มสหภาพแรงงาน สหพันธ์แรงงาน สภาองค์การ ลูกจ้าง นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชนหลากหลายองค์กร ตั้งเป็นคณะกรรมการรณรงค์ลาคลอด 90 วัน ออกมาเคลื่อนไหวทั้งด้านความรู้และเคลื่อนไหวรณรงค์ เริ่มขึ้นในปี 2536 เพื่อผลักดันให้แก้ไขกฎหมายการลา คลอด 60 วันเป็นลาคลอด 90 วันโดยให้ได้รับค่าจ้าง ชัยชนะของขบวนการคือทางกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศ เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ให้มีผลบังคับใช้ 1 พฤษภาคม 2536 ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาคลอด 90 วัน ตามที่ขบวนการ เคลื่อนไหวเรียกร้อง1 ซึ่งเป็นการทวงคือพื้นที่ของแรงงานในฐานะ “แม่”


หรือย้อนไปเมื่อเหตุการณ์ในพ.ศ. 2535 กลุ่มแรงงานได้ต่อสู้ร่วมกับประชาชนในช่วงเวลาที่เกิดคำว่า “ม็อบมือถือ” ซึ่งนำมาสู่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ คำนี้กล่าวถึงสภาพของผู้ชุมนุมที่เต็มไปด้วยคนช่วงวัยรุ่นและวัย ทำงาน ตั้งแต่นักศึกษา หนุ่มสาวแรงงาน ไปจนถึงกลุ่มนักธุรกิจหน้าใหม่ โดยมีสัญลักษณ์คือการพกมือถือขนาด ใหญ่ที่มีราคาสูง แสดงให้เห็นว่าเป็นม็อบที่เกิดการรวมตัวของแรงงานในทุกพื้นที่ของสังคม ไม่ใช่เพียงกรรมาชีพเท่านั้น ซึ่งชัยชนะของเหตุการณ์นี้นำมาซึ่งการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลเอกสุจินดา คราประยูร และจัดการเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศ ผลเกี่ยวเนื่องของเหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลเปิดให้เอกชนประมูลการจัดตั้ง สถานีโทรทัศน์แห่งใหม่ขึ้นเพื่อเป็นช่องทางรับข้อมูลข่าวสารของประชาชนในนาม สถานีโทรทัศน์ทีไอทีวี สถานีโทรทัศน์เสรีแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทย


และในเหตุการณ์ที่เกิดการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของแรงงาน คือเหตุการณ์ 14 ตุลา ช่วงเวลาแห่ง ประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีแรงงานเป็นขบวนการสำคัญในการขับเคลื่อนชัยชนะ ทั้งการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ ของกรรมกรโรงงานทอผ้าย่านอ้อมน้อย อ้อมใหญ่ การหยุดงานทั้งประเทศของภาครัฐวิสาหกิจและเอกชน เพื่อ คัดค้านการขึ้นราคาข้าวสาร การยึดโรงงานมาทำการผลิตเองของคนงานหญิงโรงงานฮารา2 เป็นต้น จนเป็นที่มา ของชัยชนะของประชาชน นำมาสู่การขับเคลื่อนให้เกิดพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 เพื่อดูแลสภาพ ความเป็นอยู่และป้องกันการเอาเปรียบของแรงงานไทยเรื่อยมา


จะเห็นว่าตลอดประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานที่ยกมานั้น แรงงานต่างพยายาม เรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งพื้นที่ทางสังคมที่กว้างขึ้น โดยการนำเสนอทั้งเชิงนโยบายผ่านช่องทางเชิงสถาบันในการส่ง คำร้องเพื่อขอแก้ไขข้อบังคับ ยกระดับไปจนถึงการเคลื่อนไหวร่วมกับภาคประชาสังคมในการกดดันผู้มีอำนาจหรือ รัฐบาล ทำให้นอกจากมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่กล่าวมานั้น แรงงานยังมีพื้นที่ในมิติการเมืองด้วย การเป็นผู้ต่อรองเชิงอำนาจ ซึ่งขบวนการใดก็ตามที่เคลื่อนไหวเพื่อสร้างข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล จำเป็นต้องได้รับ ความร่วมมือจากขบวนการแรงงานเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ต้องการ


กล่าวได้ว่า แรงงานมีความสำคัญและมีพลวัตรในการช่วยขับเคลื่อนสังคมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การรวมตัว เพื่อเรียกร้องคุณภาพชีวิต ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการระดับประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายสังคม

เมื่อ “แรงงาน” ไม่ได้จำกัดเพียงแค่คนในตลาดแรงงาน

เมื่อ “แรงงาน” ในทุกพื้นที่ของสังคมร่วมมือกันขับเคลื่อนมากพอ


ย่อมสร้างแรงกดดันต่อรัฐได้อย่างมหาศาลจนนำมาซึ่งชัยชนะของการเรียกร้อง และรัฐบาลที่ไม่สามารถ ตอบสนองความต้องการของแรงงานได้ ย่อมมีสถานภาพไม่มั่นคงพร้อมจะสั่นคลอนอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น สังคมจึง ไม่สามารถปราศจากแรงงานได้ และในสังคมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้แรงงานได้แสดงออก ทั้งในสถาบันทางสังคมไม่ว่าจะ เป็นสถาบันครอบครัว การศึกษา สื่อสารมวลชน ศาสนา ฯ หรือในมิติทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และ การเมือง จึงเป็นสังคมที่ขาดกำลังหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศเช่นกัน


อ้างอิง


นักศึกษาแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ (2558). ย้อนอดีตกฎหมายลาคลอด 90 วัน กับสถานการณ์การต่อสู้ในปัจจุบัน.

นภาพร อติวานิชยพงศ์(2557). 14 ตุลากับขบวนการแรงงานไทย. ประชาไทย


เขียนโดย: มาณีรัตน์ จันเทพา










ดู 105 ครั้ง0 ความคิดเห็น