เอ๊ะ!! เราเป็นเเรงงานหรือเปล่านะ แล้วเเรงงานคือใครกัน?






คงไม่มีใครปฏิเสธได้อย่างเต็มปากว่าโลกในปัจจุบันกำลังถูกขับเคลื่อนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุน นิยมเป็นส่วนใหญ่ซึ่งในระบบเศรษฐกิจที่เรารู้จักกันดีนี้มีเงินเป็นสื่อกลางสำคัญ ที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อใช้เป็นมาตรวัด ในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการต่าง ๆ จนส่งผลให้เกิดสองชนชั้นสำคัญทางเศรษฐกิจได้แก่ ชนชั้นนายทุน ผู้ ครอบครองปัจจัยการผลิต และชนชั้นแรงงาน ผู้ขายกำลังแรงงานของตนเพื่อเปลี่ยนสภาพแรงกายและแรงสมองที่ ตนมีเป็นสินจ้างรางวัลหรือที่เรียกว่าค่าจ้าง (Karl Marx, and Friedrich E, 1847) ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า มนุษย์ที่ ดำรงชีวิตอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมนี้ล้วนต้องใช้เงินในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ จึงทำให้พวกเรา ต้องผันตัวเองมาเป็นผู้ขายกำลังแรงงานของตน เพื่อให้ได้มาซึ่งเงินหรือผลตอบแทนบางประการ เพื่อใช้ในการ ดำรงชีวิต


แม้ว่าเราล้วนเป็นผู้ขายกำลังแรงงานเพื่อสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นแก่สังคม หรืออีกนัยหนึ่งคือ เรา ล้วนเป็นแรงงานกันทั้งสิ้น แต่เมื่อเราหันกลับมาทบทวนนิยามของคำว่า “แรงงาน” ที่ปรากฎในสังคม โดยเฉพาะ ในสังคมไทย จะพบว่าการนิยามและให้ความหมายว่าแรงงานคือใคร ย่อมมีความแตกต่างกันออกไปตาม ประสบการณ์การรับรู้ และมุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคล


ส่วนหนึ่งในความหมายแบบแคบ “แรงงาน” มักได้รับการให้ความหมายว่าเป็นเพียงถึงแค่คนที่ทำงานใน ระบบอุตสาหกรรมเท่านั้น หรืออาจเป็นแค่ผู้ที่ทำงานโดยได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง ในขณะที่ผู้คนอีกกลุ่มหนึ่ง มองว่า แรงงานจะต้องเป็นคนที่ทำงานภายใต้การดูแลของนายจ้าง ไม่ได้หมายรวมถึงกลุ่มคนที่ประกอบธุรกิจของ ตนเอง เจ้าของธุรกิจ เจ้าของสถานประกอบการเข้าไปในนิยามความหมายของแรงงานด้วย


แต่แท้จริงแล้ว เมื่อเราใช้มุมมองที่กว้างขึ้น และน่าจะคลอบคลุมมากที่สุดนิยามความหมายของความเป็น “แรงงาน” เราจะสามารถอธิบายความเป็นแรงงานในฐานะของ “ผู้ผลิต” ซึ่งเป็นผู้ใช้ความสามารถเฉพาะตนตาม ความถนัดที่มี ไม่ว่าจะด้วยแรงกายหรือแรงสติปัญญา ในการดำเนินกิจกรรมบางอย่าง ให้ได้มาซึ่งงาน หรือผลผลิต จากการลงแรงนั้น ทั้งที่ได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงิน หรือไม่ได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเงิน แต่เมื่อการดำเนิน กิจกรรมนั้นก่อให้เกิดงานแล้ว ทุกคนก็ล้วนมีสถานะเป็นแรงงานด้วยกันทั้งสิ้น การทำงานของแรงงานล้วนเกิดขึ้น เพื่อตอบสนองและเติมเต็มความต้องการซึ่งกันและกันของคนในสังคม บางครั้งเราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการทำให้ เกิดผลผลิตบางอย่าง และบ่อยครั้งเรายังเป็นผู้บริโภคที่ต้องพึ่งพิงอาศัยผลผลิตจากแรงงานคนอื่น ๆ ด้วย เนื่องจาก การผลิตของแรงงานล้วนเป็นส่วนตอบสนองความต้องการของกันและกันของคนในสังคม ในส่วนที่อีกฝ่ายไม่ สามารถสร้างหรือผลิตสิ่งนั้นได้เอง และคงไม่เกินไปหากจะกล่าวว่า แรงงานเป็น ‘คนสำคัญ’ ของสังคม เป็น ฟันเฟืองที่ผสานกำลังเพื่อทำให้โลกใบนี้สามารถดำรงอยู่ได้ และทำให้สังคมสามารถดำเนินและพัฒนาไปข้างหน้าได้ โดยอาศัยความสามารถและความถนัดที่มี ด้วยหยาดเหงื่อ แรงกาย แรงใจ ในการสร้างผลของงานให้เกิดขึ้น หรือไม่เกินจริงเลยหากจะกล่าวว่า “ถ้าหากวันหนึ่งไม่มีแรงงาน โลกของเราก็หยุด”


เมื่อเราล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิต และมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกให้ดำเนินต่อไป จึงเป็นการ ยากหากจะปฏิเสธว่า ประชากรมากกว่า ร้อยละ 99 ของโลกใบนี้ ล้วนมีสถานะเป็นแรงงาน และเราทุกคนล้วนเป็น แรงงานด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งหากวันหนึ่งโลกปราศจากแรงงานเช่นพวกเรา ย่อมไม่สามารถดำเนินต่อไปข้างหน้าได้ เหตุเพราะขาดผู้ผลิตและรังสรรค์คนสำคัญของโลกไป โดยที่ตัวอย่างหนึ่งที่พอจะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของ แรงงานในฐานะของผู้ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ อาจอธิบายให้เข้าใจได้โดยยกสถานการณ์ตัวอย่างต่อไปนี้ณ บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่ง ที่ประกอบไปด้วยพนักงานหลากหลายตำแหน่ง ทุกคนล้วนทำหน้าที่แตกต่างกันไปตาม ความถนัดและความสามารถของตน ทั้งพนักงานรักษาความปลอดภัย แม่บ้าน พนักงานผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ รถยนต์ พนักงานประกอบ พนักงานขาย พนักงานบริการและดูแลลูกค้า เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ การตลาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล เจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี รวมไปถึงผู้จัดการ ซึ่งพนักงาน/แรงงานเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วน สำคัญที่ทำให้บริษัทผลิตรถยนต์แห่งนี้สามารถผลิตสินค้า ซึ่งคือรถยนต์ออกจำหน่ายสู่ตลาดได้ พวกเขาล้วนเป็น แรงงานซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทแห่งนี้สามารถดำรงอยู่ได้ ถ้าไม่มีทุกคนการทำงานของบริษัทก็ต้อง หยุดชะงัก และบริษัทรถยนต์ที่ไม่สามารถผลิตรถยนต์ได้ย่อมไม่สามารถดำรงอยู่ต่อไปได้ด้วยเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม แม้เราจะเข้าใจแล้วว่าแรงงานเป็นใครและมีส่วนสำคัญอย่างไร หากแต่เเรายังต้องเผชิญกับ คำถามที่เจ็บปวดเสมอว่า เพราะเหตุใด ‘คนที่สำคัญและขาดไม่ได้นี้กลับได้รับการตีค่าว่าราคาถูก’ ทำไม แรงงานที่เป็นฟันเฟืองสำคัญกลับถูกกดขี่และขูดรีดจากชนชั้นนายทุนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต ด้วยตีค่าในราคา ถูก โดยการจ่ายค่าจ้างราคาต่ำจากนายทุน ‘ทั้ง ๆ ที่นายทุนเพียงคนเดียวไม่สามารถเสกสรรค์ให้เกิดงานขึ้นได้’ รวมถึงไม่สามารถทำให้กิจกรรมหรืองานดำเนินต่อไปได้โดยปราศจากแรงงาน แต่แรงงานกลับถูกกดขี่ ลดทอน อำนาจที่ตนมีผ่านการถูกใช้แรงงานอย่างหนัก บ้างไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นธรรม บ้างไม่มีอำนาจในการกำหนด ค่าตอบแทนที่สมควรด้วยตนเอง บ้างต้องทำงานโดยปราศจากความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน บ้างต้องทนทำงาน ที่ตัวเองไม่มีความสุข เพียงเพราะต้องการเงินเพื่อมาใช้ในการดำรงชีวิตภายใต้ระบบทุนของโลก การทำงานอย่างหนักของแรงงานและการยอมกล้ำกลืนอยู่ภายใต้การขูดรีด ตลอดจนถูกลดทอนอำนาจของ แรงงานนี้ เพียงเพราะเราทุกคนล้วนต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในรูปแบบเศรษฐกิจที่กำลังบีบทับพวกเราอยู่


โดยเฉพาะในสังคมทุนนิยมที่รัฐมักออกกฎ/กติกาที่เอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนายทุน และปล่อยให้ แรงงานต้องถูกกดขี่และขูดรีด ย่อมส่งผลให้เราซึ่งเป็นแรงงานคนหนึ่งที่กำลังถูกขดขี่ในฐานะแรงงานเข้าใจว่า ทางออกไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีคือ การต้องฝืนทนทำงานอย่างหนัก สยบยอมอยู่ภายใต้ระบบเดิม เสมือนการ ขายวิญญาน ขายแรงกาย ขายแรงสมองทั้งชีวิตให้กับชนชั้นนายทุน โดยหวังเพียงว่า วันหนึ่งเราจะสามารถหลุดพ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้บ้าง การสมยอมจนก่อให้เกิดการกดขี่และขูดรีดนี้เกิดจากค่านิยมที่เชื่อว่า ทางออกไปสู่ คุณภาพชีวิตที่ดี ย่อมคือการมีเงินที่มากพอ อันจะช่วยนำไปสู่การออกจากสถานะความเป็นเป็นชนชั้นแรงงาน ซึ่ง แท้จริงแล้ว ความเชื่อที่ว่านั้นอาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว หากแต่ทางออกที่อาจเป็นอีกคำตอบและอาจนำไปสู่ความ ยั่งยืนอย่างแท้จริง คือย้อนกลับไปมองความตั้งใจแรกเริ่มของเราในการขายแรงงาน ว่าเราขายแรงงานของเราเพื่อ อะไรกันแน่? คำตอบที่ได้อาจง่ายกว่าการมีเงินมากมายหรือการกลายเป็นนายทุนใหญ่ เพราะเมื่อเงินเป็นเพียง ปัจจัยสมมติของโลก เราคงไม่ได้ต้องการอะไรมากไปจากการมีชีวิตที่ดี ชีวิตที่เป็นสุข การดำรงชีวิตอย่างสบายใจ และใช้

ชีวิตอย่างมีคุณภาพ


ในสังคมรัฐสวัสดิการที่ให้ความสำคัญกับมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน ผู้คนซึ่งเป็นแรงงานจะมีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต สามารถเข้าถึงบริการสาธารณะ และบริการจากภาครัฐอย่างมีคุณภาพ เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยที่แรงงานในสังคมรัฐสวัสดิการนี้จะมีโอกาสเลือกใช้ชีวิตของตัวเอง ได้เลือกทำงานตามความสามารถที่ตนมี และปราศจากความกลัวว่าผลตอบแทนของอาชีพ/งานนี้ จะไม่สามารถทำให้เราดำรงชีวิตอยู่ได้ เราต่างจะได้ใช้ ความสามารถตามความถนัดในการเติมเต็มความต้องการของกันและกันในสังคมอย่างเรียบง่ายและสบายใจ โดยมี รัฐที่ทำหน้าที่ดูแลเราทุกคนอย่างเป็นธรรม มีกฎ/กติกาคุ้มครองสวัสดิภาพ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตของแรงงาน ทั้งเรื่องของค่าตอบแทน ชั่วโมงการทำงาน สวัสดิการที่เหมาะสม และอำนาจในการต่อรองกับนายทุน ภายใต้การมี สหภาพแรงงานที่เข้มแข็ง และเป็นอิสระ อันเป็นโลกของแรงงานอย่างเราทุกคนที่น่าใฝ่ฝันถึง และคงดีไม่น้อยหาก เราทุกคนได้ใช้ชีวิตที่มีคุณภาพและสบายใจเมื่อริ้วสไวแห่งธงรัฐสวัสดิการได้ปักลง



อ้างอิง

เด่นพงษ์แสนคํา และ อัครยา สังขจันทร์. (2562). ปรัชญาสังคมของคาร์ล มาร์กซ์: บทวิเคราะห์ว่าด้วยปัญหา ความเสมอภาค. วารสารวิชาการนวัตกรรมสื่อสารสังคม, ปีที่ 7 ฉบับที่ 1, 74-75. สืบค้นจาก https://shorturl.asia/brjfB


Karl marx. (1971). Capital: a critical analysis of capitalist production volume I. Trans. Samuel Moore and Edward Aveling. Mos- cow: Progress Publishers.


ดู 454 ครั้ง0 ความคิดเห็น