รีวิวหนัง This is England กับรัฐสวัสดิการอังกฤษ

อัปเดตเมื่อ เม.ย. 17

Background ของหนังเรื่องนี้พาเราย้อนกลับไป อังกฤษ ช่วงยุคประมาณ ปี ค.ศ. 1982 ย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้น สถานการณ์ของอังกาวของหนัง This is England ได้ร้อยเรียงเรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่นับเป็นศึกแห่งศักดิ์ศรีของอังกฤษกับอาร์เจนตินา ผ่านการฉายภาพประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามในครั้งนี้ด้วยการเกิดขึ้นของสงครฤษไม่สู้ดีนัก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของสงครามเกาะฟอล์กแลนด์ โดยมี อาร์เจอตินา เป็นคู่พิพาท ซึ่ง ณ เวลานั้นอังกฤษอยู่ในช่วงการปกครองของมาร์กาเร็ต แธตเชอร์ ผู้ที่เริ่มเปิดสงครามเพื่อช่วงชิงหมู่เกาะที่อยู่ทางตอนใต้ของแอตแลนติก รวมถึงเป็นผู้นำนโยบายเสรีนิยมใหม่มาประกาศใช้ในอังกฤษ และนับเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสเสรีนิยมใหม่ที่ทั่วโลกต่างก็ได้นำมาใช้กันอย่างแพร่หลายด้วย โดยเรื่องรามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์ เกาะแห่งนี้ถือเป็นตัวแปรสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ช่วงเวลานั้น จากการที่การเมืองภายในของอาร์เจนตินาที่ถูกปกครองด้วยรัฐบาลที่เป็นทหารซึ่งทำการยึดอำนาจมา


และมีภาพลักษณ์ต่อพลเมืองอาร์เจนตินาที่ย่ำแย่ จึงทำให้รัฐบาลชุดนี้ต้องสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการใช้การยึดหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เพื่อจะดึงคะแนนเสียงจากประชาชน กลับกันในบริบทของอังกฤษในเวลานั้นที่มีผู้นำอย่างแธตเชอร์ ที่มีแนวความเชื่อในความเห็นของ no surrender group รวมถึงในสายาของพลเมืองชาวอังกฤษเองก็ยังมีกลุ่มคนอีกมากเช่นกันที่คัดค้านนโยบายเสรีนิยมแบบสุดโต่ง และต่างพาเรียกขานสตรีผู้นี้ว่าเป็น Thatcher the milk snatcher หรือแปลเป็นไทยได้ว่า แธตเชอร์จอมฉกนม ในศึกครั้งนี้เองผู้คนต่างกล่าวขานกันเป็นวงกว้าง โดยที่หลายคนไม่เห็นด้วยในการกระทำของเธอก็ตาม การสร้างภาพจำในหน้าประวัติศาสตร์ที่ดีต่ออังกฤษและพลเมืองนับเป็นสาเหตุหนึ่งของการกระทำที่ทำให้เธอพร้อมจะแลกในศึกครั้งนี้


เรื่องราวทั้งหมดกลับบานปลายกลับกลายมาเป็นสงคราม 74 วัน และด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นเหตุให้อังกฤษเกิดลัทธิชาตินิยมรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ และมีการเหยียดเชื้อชาติกันอย่างรุนแรง แม้ภายหลังอังกฤษจะเป็นผู้ชนะ แต่ความสูญเสียและผลพวงจากการสงครามยังคงหลงเหลืออยู่ในอังกฤษก็เป็นเรื่องที่ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้ เรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ดำเนินเรื่องโดยมี ‘ชอน’ หนูน้อยวัย 12 ขวบที่สูญเสียพ่อไปจากการสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เป็นตัวดำเนินเรื่องราว พ่อของชอนเป็นทหารและได้ถูกส่งไปรบกับกองกำลังทหารของอาร์จีส์ หรือ อาร์เจนตินา และพ่อของเขาเป็นทหาร 1 ใน 255 นายที่สละชีพเพื่อรักษาฟอล์กแลนด์ไว้ เหตุนี้เอง เด็กชายจึงต้องเติบโตมากับแม่เพียงลำพัง ยังคงถวิลหาพ่อที่จากไปเสมอ จนเกิดปมภายในใจ ชีวิตของชอนติดอยู่กับความรู้สึกเก็บกด และเคว้งคว้าง การสูญเสียพ่อผู้เป็นเสาหลักของบ้านไป ประกอบกับการที่ฐานะทางบ้านของเขาตกต่ำลง ยิ่งทำให้ความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้เพิ่มเป็นทวีคูณ ความเป็นอยู่ในโรงเรียนของชอนก็นับเป็นช่วงเวลาที่ยากเช่นกัน เขาต้องใช้ชีวิตอย่างเด็กที่ไม่มีเพื่อน และยังถูกบรรดาเพื่อน ๆ ร่วมโรงเรียน Bully หลายต่อหลายครั้ง


อย่างในเรื่องการแต่งตัว กางเกงที่ชอนใช้สวมใส่ไปโรงเรียนนั้น ใหญ่เกินไป ไม่พอดีกับสัดส่วนของเขา ทำให้เพื่อนร่วมรั้วโรงเรียนแกล้งหยอกล้อ ลามไปถึงขั้นมีเรื่องชกต่อยกัน เรื่องราวทั้งหมดนี้ส่งผลให้ชอนกลายเป็นเด็กผู้ชายที่ก้าวร้าว และหยาบคายเพื่อปกป้องตัวเขาเองจากผู้คนในสังคม เรื่องราวของหนังในทุก ๆ ช่วงสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างของสังคมบางประการด้วยในตอนกลางของหนังเรื่องนี้ อย่างการในช่วงต้นของหนังมีการฉายภาพให้เห็นว่าชอนได้เดินทางไปโรงเรียนโดยการเดินเท้า ทางเท้าถือว่าเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งในการบอกได้ว่ารัฐของประเทศนั้น ๆ ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนภายในรัฐอย่างไร ในกรณีทางเท้าของอังกฤษจะเผยให้เห็นถึงทางเท้าที่อังกฤษในลักษณะที่กว้าง สะอาด ไม่เป็นหลุมเป็นบ่อ อีกทั้งยังสามารถมีพื้นที่ให้นั่งเล่น และวิ่งเล่นอีกด้วย ซึ่งผู้ชมจะได้เห็นเพียงบางช่วงบางตอนตลอดการดำเนินเรื่องราว


ทางเดินสาธารณะ หรือฟุตบาท มีความสำคัญอย่างมากในการบ่งชี้ว่า Lifestyle ของผู้ใช้งานจะเป็นไปในลักษณะไหนได้บ้าง การมีสาธารณูปโภคที่ดีที่คำนึงถึงสุขภาวะและการดำเนินวิถีชีวิตของผู้คนเป็นเรื่องที่รัฐควรตระหนักและให้ความสำคัญก็นับเป็นสวัสดิการจากรัฐเช่นกัน พื้นที่สาธารณะเหล่านี้เองเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าไปร่วมกันใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย แม้เมืองที่ชอนอยู่จะเป็นเมือง Cleethorpes ไม่ใช่เมืองหลวงของอังกฤษอย่าง London ก็ตาม การมีสวัสดิการจากรัฐที่ทั่วถึงและมีคุณภาพสามารถดึงชอนให้มาเจอเพื่อนแล้วเริ่มต้นมิตรภาพดีดีได้ด้วย ซึ่งทางเท้าเองก็นับเป็นการสร้างกระบวนการสร้างและส่งเสริมให้คนในพื้นที่เดียวกันมามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม หรือร่วมพบปะกันได้ มากไปกว่านั้นในฉากที่ชอนเริ่มมีมิตรภาพดีดี ที่ได้ระหว่างการเดินทางกลับจากโรงเรียนอทำให้เด็กชายได้รู้จักกับกลุ่มของ Woody ในฉากนี้จะสามารถสังเกตเห็นบริเวณใต้สะพานที่เป็นพื้นที่เปลี่ยว จะพบว่ามีไฟส่องสว่างเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการยามค่ำคืนได้ ไฟส่องสว่างจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยในการมองเห็น รับรู้กับสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้น ทำให้พลเมืองมีความรู้สึกที่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน


การมีพื้นที่สาธารณะที่ดีจะนำมาซึ่งการสร้างเสริมให้ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันจะช่วยดึงความหลากหลายของผู้คนมาไว้ด้วยกัน เป็นการช่วยเสริมสร้างบรรยากาศที่ดี อันจะนำมาซึ่งพลวัตรของการใช้งานในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านั้นทำให้เมืองได้มีชีวิตชีวา และผู้คนต่างก็จะเป็นหูเป็นตาให้กันเอง ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยให้แก่ชุมชนอย่างหนึ่ง และอาจเป็นการลดอาชญากรรมได้ในทางอ้อมอีกด้วย ในประเด็นนี้เองก็เป็นส่วนหนึ่งในการชี้ให้เห็นว่าการมีระบบสาธารณูปโภคที่ดี อย่างการมีพื้นที่สาธารณะมากขึ้น การมีทางเท้าที่ดี หรือไฟส่องสว่างในที่เปลี่ยวก็นับเป็นส่วนเล็ก ๆ ในสังคมที่เป็นข้อบ่งชี้ได้ว่า Lifestyle ของประชาชนจะเป็นไปในทิศทางที่เป็นผลดีในการที่จะทำให้ประชาชนได้มีการมาพบปะระหว่างกันได้มากขึ้น มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น ได้มีกิจกรรมมากขึ้น รวมถึงได้เดินออกกำลังมากขึ้น และอาจเป็นสาเหตุหนึ่งของการช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทาง ซึ่งนับเป็นการลดมลพิษทางอากาศได้มาก กว่าการมีระบบสาธารณูปโภคที่ไม่ดีเท่าที่ควรนักด้วย


ประเด็นใหญ่ของหนังที่ถูกถ่ายทอดมาอีกประเด็นหนึ่งที่เห็นได้อย่างเด่นชัดคือ ประเด็นในเรื่อง Racism หรือ การเหยียด เรื่องราวของหนังไม่เพียงแต่จะเสนอในแง่มุมของการเหยียดผิว หรือเชื้อชาติ เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงฐานะทางการเงิน อย่างตอนต้นของหนัง ในยามที่ชอนเดินไปไหนมาไหนในชุมชน เขาจะได้รับถ้อยคำดูหมื่น หยอกล้อ หลายต่อหลายครั้งจากคนที่ไม่รู้จักในเรื่องเกี่ยวกับการแต่งตัวของเขาที่ขนาดของเสื้อผ้าที่ใหญ่เกินสัดส่วนของเขา รวมไปถึงช่วงเวลาในโรงเรียนของชอน เขาถูกเด็กชายที่แต่งตัวภูมิฐาน ด้วยการมีสูทสีดำสนิทพร้อมกับกางเกงขายาวเข้าชุด พร้อมหมวกสีดำตามแบบฉบับของค่านิยมผู้ดีอังกฤษ ใช้ถ้อยคำดูถูกเหยียดหยาม ในเรื่องการแต่งกายและฐานะทางการเงินของชอน อีกทั้งยังลามปามไปถึงพ่อของชอน จนเกิดการทะเลาะวิวาทกันในที่สุด เป็นการถามในสิ่งที่ชอนไม่รู้เกี่ยวกับจำนวนที่นั่งของรถ Mini Cooper ซึ่งคำถามนี้ดูจะจงใจถามให้ชอนดูเขลาในสังคม เพื่อน ๆ รอบวงสนทนาก็ต่างพากันหัวเราเหมือนเป็นเรื่องปกติ หรือในช่วงกลางของเรื่องที่มีเพื่อนร่วมกลุ่มของชอนมีการเผยทัศนคติต่อเชื้อชาติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ British ว่ากลุ่มคนเหล่นั้นกำลังจะเข้ามาพรากถิ่นที่อยู่ พรากงาน พรากโอกาสของพวกเขาไป ทำให้คนอังกฤษต้องหางานยาก หรือตกงาน


ซึ่งความเชื่อหรือทัศนคติดังกล่าวทั้งของเพื่อนชอนและตัวชอนเองถูกปลูกฝั่งกันต่อมาหลายต่อหลายทอด ความเชื่อถูกถ่ายทอดมาผ่านจากการเล่าเรื่องที่ผสานกับสิ่งรอบตัวที่พวกเขาได้รับรู้พบเจอมา จนทำให้ชอนและเพื่อนรับทัศนคตินั้นแบบสุดหัวใจ แล้วพาไปสร้างความเดือดร้อนให้ชายชาวปากีสถานที่เปิดร้านขายของชำ พวกเขาได้ใช้ถ้อยคำดูหมิ่น พร้อมยังขโมยข้าวของ พังทรัพย์สินในร้านค้าและทำร้ายร่างกายชายผู้นั้น หรือตอนท้ายของหนังที่ในช่วงหนึ่งที่ Mikey เพื่อนร่วมกลุ่มผิวสีของเขาถูกเพื่อนในกลุ่มเดียวกันอย่าง Combo ทำร้ายเพียงเพราะเพื่อนมีสีผิว และเชื้อชาติแตกต่าง หนังได้นำเสนอว่าการที่ผู้คนจะมีมุมมองแบบชาตินิยมสุดโต่งนี้ได้ ประการหนึ่งมาจากการมีนักการเมืองที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้เชื่อและความเป็นชาตินิยมนี้เองสามารถกลายมาเป็นอาวุธต่อคนชนกลุ่มน้อยในสังคม อันจะส่งกระทบโดยตรงต่อผู้คนที่ต่างเชื้อชาติ สีผิว ฯ สิ่งเหล่านี้สามารถจะพังทลายมิตรภาพดีดีหรือทำให้คนด้วยกันทำร้ายกันได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับรอบ ๆ ตัวชอนถือเป็นข้อชี้ชัดได้ว่าสังคมของอังกฤษยังคงมีฐานความคิดของการมองคนไม่เท่ากัน ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับชนกลุ่มน้อยในประเทศต่อฐานคิดนี้ส่งผลให้ผู้คนในสังคมต่างมีบาดแผลจากคำพูดที่ดูหมิ่น จากการอ้างศีลธรรมในการกระทำอันไร้ซึ่งศีลธรรมต่อกันในสังคม สิ่งเหล่านี้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านหนัง This is England และทิ้งท้ายให้เห็นว่าแนวคิดของการมองคนไม่เท่ากันก็ไม่ได้สร้างผลดีให้กับใครเลย นอกจากผู้ที่แสวงหาประโยชน์จากการความเชื่อของผู้คนนี้ ภาพสุดท้ายของมิตรภาพดีดีของกลุ่มเพื่อนของชอนต้องจบลงด้วยการกระทำอันโหดร้ายรุนแรงที่เกิดขึ้นกับ Mikey และมิตรภาพที่ดีในอดีตก็จบลง ชอนก็กลับมาใช้ชีวิตตัวคนเดียว แล้วหนังก็ได้ปิดฉากลงด้วยภาพการเฉลิมฉลองชัยชนะที่อังกฤษได้รับในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์นี้


สงคราม มิตรภาพที่สูญสิ้น ความสูญเสีย อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มนุษย์ใช้ห้ำหั่นกันเอง ความรุนแรงที่มีผลต่อร่างกายและจิตใจ ความสุขที่หายไป ความเสียหายที่เกิดขึ้นทางกายภาพ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มน้อยที่ถูกเลือกปฏิบัติ ค่านิยมการเหยียด ความเชื่อแบบสุดโต่ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้คนนั้นจะต้องแลก แธตเชอร์ผู้เป็นอนุรักษ์นิยมและเชื่อในทุนนิยมแบบสุดโต่ง ทำให้เธอยอมแสวงหาสิ่งที่จะทำกำไรทางยุทธศาสตร์ให้กับเธอได้ เนื่องจากหมู่เกาะแห่งนี้อยู่ห่างจากปากอ่าวทางเข้าช่องแคบมาเจลลันเพียง 480 กิโลเมตร และหมู่เกาะแห่งนี้กับผู้คนในที่มีส่วนร่วมในสงครามต่างก็เป็นแค่เพียงเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งผู้นำอาร์เจอตินา และผู้นำอังกฤษในการเล่นในเกมการเองนี้เท่านั้น แม้ว่าผู้คนจะมีความแตกต่าง หลากหลาย แต่ทุก ๆ คนก็ล้วนเป็นมนุษย์เหมือนกัน ต่างมีครอบครัว มีเพื่อน มีคนที่ตัวเองรัก ไม่มีใครอยากให้เกิดสิ่งเลวร้ายต่อกันในสังคม ชอนเลือกที่จะทิ้งความเชื่อที่ให้โทษแก่เขา ที่ทำให้เขาต้องสูญเสียทั้งครอบครัวและมิตรภาพไป แล้วหนังก็ได้จบลงแต่เพียงเท่านี้.


กชกร เมฆศิรินภาพงศ์ เขียน


อ้างอิง

§ นิติ นวรัตน์. (2556). หมู่เกาะฟอล์กแลนด์น่าเป็นของใคร?. สืบค้นจาก https://www.thairath.co.th/content/334866

§ บุษยา พุทธอินทร์. (ม.ป.ป.). แสงสว่าง ส่องวิถีชีวิตชุมชนคลองไผ่สิงโต และสะพานเขียว. สืบค้นจาก https://theurbanis.com/public-realm/24/01/2020/141

§ ลฎาภา อินทรมหา. (2021). รัฐสวัสดิการกับการแก้ปัญหาสังคม(2). สืบค้นจาก https://www.schoolofchangemakers.com/knowledge/28373/

§ Vanat Putnark. (2016). ชีวิตดีๆ (?) ที่กรุงเทพฯ: ‘เมืองที่ดี’ กับรัฐสวัสดิการ. สืบค้นจาก https://thematter.co/social/good-city-and-welfare-state/5492

§ The Momentum. (2018). สงครามฟอล์กแลนด์: ชัยชนะของสตรีเหล็ก ‘มากาเร็ต แธตเชอร์’. สืบค้นจาก https://themomentum.co/something-between-falkland-war/