รีวิวหนัง Like Father Like Son กับรัฐสวัสดิการญี่ปุ่น

“จะเป็นอย่างไร…เมื่อวันหนึ่ง คุณได้รู้ว่าลูกที่เลี้ยงมาไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตัวเอง” เรื่องราวของหนัง Like Father Like Son (2013) หนังสัญชาติญี่ปุ่น ที่นำวิธีการเล่าเรื่องในแง่มุมใหม่ ๆ ให้ออกมาได้น่าสนใจไม่แพ้กันเมื่อเทียบกับการยกประเด็นเรื่องลูกสลับตัวกันในหนังเรื่องอื่น ๆ เป็นการบอกเล่าถึงผลกระทบและบอกได้ถึงประเด็นของเรื่องชนชั้นได้พอสมควร โดยเรื่องราวของหนังจะเกี่ยวกับความผูกพันระหว่างครอบครัว และความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แอบซ่อนไปด้วยความลึกซึ้ง อ่อนโยน กินใจ พร้อมยังแฝงด้วยข้อคิดมากมายทั้งเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างกันกับคนในครอบครัว วิธีการเลี้ยงลูก รวมถึงยังสามารถใช้อธิบายแง่คิดทางสังคมและการเมืองได้ด้วย


เรื่องแบบย่อของหนังเรื่องนี้ เล่าเรื่องผ่านครอบครัวของ โนโนมิยะ เรียวตะ ชายผู้เป็นคนที่ดูเพียบพร้อมไปในทุกเรื่อง เรียวตะนับว่าเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เขาเป็นคนทำงานเก่ง ขยัน มีงานที่ดี เป็นพนักงานในบริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ มีคอนโดหรูหรา รถหรูหรา มีสถานะทางการเงินที่ดี รวมถึงมีทั้งภรรยาและลูกอยู่ข้างกาย เขามีลูกด้วยกันกับภรรยาหนึ่งคน ชื่อว่า ‘เคตะ’ เคตะเป็นเด็กดี เรียบร้อย มีวินัย และว่านอนสอนง่าย เคตะถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่เพียบพร้อม ได้รับการเอาใจใส่มากโดยมาจากแม่เป็นส่วนใหญ่ หนูน้อยถูกส่งเสียให้สอบเข้าโรงเรียนที่ดี อีกทั้งยังให้เรียนเปียโนด้วยในเวลาเดียวกัน เรียวตะเองเป็นพ่อที่เข้มงวดมาก บังคับให้ลูกซ้อมเปียโนทุกวัน อีกทั้งยังสอนให้ลูกช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด และด้วยความที่เรียวตะเป็นคนทำงานเก่ง เขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับงาน ภาระการเลี้ยงดูลูกจึงตกไปอยู่กับภรรยาแทบทั้งหมด จนมาวันหนึ่งโชคชะตาเหมือนเล่นตลก เมื่อเขากลับบ้านมาพบกับจดหมายจากทางโรงพยาบาลชนบท ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดียวกันกับที่เคตะเกิดแจ้งถึงเรียวตะกับภรรยาทราบ ว่าลูกที่พวกเขาเลี้ยงมาจนอายุ 6 ขวบนั้น ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของพวกเขาทั้งคู่ แม้ในเวลาต่อมาจะทราบว่าเป็นการที่นางพยาบาลตั้งใจสลับเด็กเพียงเพราะเห็นว่าครอบครัวเรียวตะดูมีฐานะมากกว่า


เรื่องนี้เองทำให้เรียวตะและภรรยาต่างก็ต้องตกอยู่ในสภาวะความเครียดไม่ต่างกัน ซึ่งเรื่องนี้ก็นับเป็นปมในใจเรียวตะเนื่องจากเขามักจะสงสัยเสมอว่าเหตุใด เคตะ ลูกชายที่เขานั้นได้เข้มงวดกวดขันถึงไม่ได้เก่งแบบเขา ผนวกกับปมส่วนตัวที่มีต่อการเลี้ยงลูกเนื่องจากว่าเขาเองก็โตมากับแม่เลี้ยงทีเพิ่งมาแต่งงานกับพ่อของเขา ในอีกทางหนึ่งครอบครัวของยูได ไซขิ ก็จะมีความกังวลไม่แพ้กัน ครอบครัวนี้แตกต่างจากครอบครัวของโนโนมิยะอย่างสิ้นเชิง ไซขิชายผู้ที่ไม่ได้มั่งมี อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ แต่อบอุ่น ใช้รถตู้คันเก่าเล็ก ๆ เขาเปิดร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเล็ก ๆ ในชนบท มีอุปนิสัยอ่อนโยน อารมณ์ขันและนอบน้อมกับผู้อื่นเสมอ เป็นคนไม่เอาถ่าน ขาดความมั่นใจในการตัดสินใจ ไม่ค่อยมีวินัยเคร่งครัดนัก มักจะเป็นคนละเลยในการตรงต่อเวลา เขามีสมาชิกครอบครัวทั้งหมด 5 คน ได้แก่ เขาและภรรยา พร้อมกับลูก ๆ อีก 3 คน ซึ่งลูกชายแท้ ๆ ของครอบครัวเรียวตะที่ถูกสลับมามีชื่อว่า ‘ริวเซ’ หนูน้อยริวเซมีสถานะเป็นพี่ชายคนโตในครอบครัวนี้ ริวเซโตมาในครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการเอาใจใส่จากทั้งพ่อและแม่ ไซขิผู้เป็นพ่อก็มักจะเล่นเฮฮากับลูก ๆ เสมอ คอยอาบน้ำ ซ่อมของเล่นให้ รวมถึงทำว่าวให้ลูก ๆ ของเขาเล่นเป็นประจำ ริวเซจึงมีอุปนิสัยร่าเริง มีความเป็นผู้นำสูง และแก่นแก้วตามภาษาเด็ก จากความแตกต่างของทั้งสองครอบครัวทำให้การเลี้ยงดูและวิธีการเติบโตของเด็กทั้งสองเป็นไปคนละทิศคนละทาง ในตอนแรกเรียวตะเองก็ไม่ยอมที่จะสลับเด็กน้อย รวมถึงมีความคิดว่าเขาจะเอาเด็กทั้งสองคนมาเลี้ยงเอง เนื่องจากเขาได้ไปเห็นสภาพแวดล้อมของบ้าน และสถานะของอีกครอบครัวหนึ่งแล้วก็อดที่จะห่วงเด็กน้อยทั้งคู่ไม่ได้ แต่เขาก็ได้แต่ทางเลือกนี้เก็บไว้ในใจ จนทั้งสองครอบครัวจึงได้ลองสลับเด็กให้มาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง เรียวตะก็ยิ่งอยากเก็บเด็กไว้ทั้งสองคน


แต่เรียวตะก็เปลี่ยนใจยอมสลับเด็กในท้ายสุดเพราะจากคำพูดของพ่อของเขาเองว่าให้คำนึกสายเลือดเป็นสำคัญ เรียวตะยังคงใช้ชีวิตปกติ เข้มงวดกวดขัน ริวเซที่ถึงแม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงต้องมาอยู่กับครอบครัวเรียวตะเองก็ไม่มีความสุข เด็กน้อยไม่เข้าใจกับการที่มีครอบครัวของเรียวตะมาแทนที่พ่ออย่างไซขิ ริวเซมักจะถามเรียวตะเสมอเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น แต่เรียวตะก็ไม่รู้จะอธิบายกับเด็กน้อยยังไง จึงได้แต่บอกแกมบังคับให้ริวเซเรียกเขาว่าพ่อ ความอึดอัดและไม่สนิทใจที่มีทำให้เด็กน้อยต่างเฝ้ารอที่จะได้กลับไปหาครอบครัวที่เลี้ยงตัวเองมาอย่างครอบรัวของไซขิ เช่นเดียวกับเคตะที่ต้องมาใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวของไซขิ เด็กน้อยเคตะมักฉงนใจกับการที่ไซขิลงอ่างอาบน้ำกับลูก ๆ อย่างพร้อมหน้าและไม่เขินอาย ไซขิดูแลเคตะเป็นอย่างดี ทำเหมือนเดิมกับที่ดูแลริวเซ เขาซ่อมของเล่นให้เคตะหลายอย่าง แม้เคตะอาจจะไม่ได้อยู่ดีกินดีเหมือนก่อน แต่เด็กน้อยก็มีความสุข ก่อนที่ทั้งสองครอบครัวจะตัดสินใจแยกเด็กทั้งสองมาอยู่ด้วยอย่างจริงจังโดยมีเงื่อนไขจากเรียวตะว่า ห้ามเคตะโทรศัพท์กลับมาครอบครัวเขาอย่างเด็ดขาด และทั้งสองครอบครัวต้องห้ามเจอกันอีก แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรียวตะจากที่ไม่เคยเข้าใจในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์เลยก็รู้ซึ้งมากขึ้นจากเหตุการณ์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการที่เขาได้คุยกับเจ้าหน้าที่ดูแลจักจั่นในป่าที่บอกกับเขาว่าจักจั่นต้องใช้เวลาเติบโตทั้งหมด 15 ปีกว่าจะไต่ขึ้นมาเกาะบนต้นไม้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เรียวตะไม่เคยรู้จนเขาถึงต้องอุทานว่า “ตั้ง 15 ปีเลยหรอครับ” แต่เจ้าหน้าที่ก็ถามกลับไปว่า “นานหรอครับ?” ซึ่งก็ทำให้เรียวตะเองหยุดชะงักเพื่อไตร่ตรองอีกครั้งหนึ่ง บทสนทนานี้เหมือเป็นการตอกย้ำให้เรียวตะคำนึงถึงความเป็นธรรมชาติที่เรียตะเองไม่เคยจะเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ของคนไม่ได้เป็นเรื่องง่ายและต้องใช้เวลา เหมือนกับการที่เข้าจะต้องใช้เวลาในการสานความสัมพันธ์กับริวเซ หรือการที่พูดคุยกับไซขิตอนสุดท้ายก่อนจะแยกกัน ไซขิได้บอกกับเรียวตะว่า “ลูกยังเล็กคุณควรให้เวลากับลูกมากกว่านี้นะ อย่ามัวแต่ทำงาน” เรียวตะตอบว่า “งานที่ผมทำอยู่ เป็นงานที่สำคัญมาก ไม่มีใครทำแทนผมได้หรอก” ไซขิก็พูดต่อว่า “งานในการเป็นพ่อก็สำคัญนะ ไม่มีใครมาทำแทนได้เหมือนกัน” หรือในตอนที่ไซขิพูดกับเรียวตะในฐานะที่พ่อสองคนพูดคุยกันว่า เรียวตะองก็ไม่เห็นที่จะต้องเป็นแบบพ่อตัวเองเลย ข้อความนี้ก็เปนเหมือนสิ่งย้ำเตือนให้เรียวตะเองทบทวนกับวิธีการเลี้ยงลูกของตัวเองว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ หรือการที่ริวเซหนีออกจากบ้านไปเพื่อที่จะกลับไปหาครอบครัวไซขิ รวมถึงการที่เรียวตะเองได้เจอเข้ากับรูปในกล้องดิจิทัลที่ได้ให้เคตะไว้ แต่ในตอนนั้นเคตะบอกกับเขาว่าไม่อยากได้กล้อง รูปนั้นคือรูปที่เคตะแอบถ่ายเรียวตะกับภรรยาทุกครั้งในเวลาที่เขาหลับ ในยามที่เขาเหน็ดเหนื่อย ซึ่งรูปภาพผ่านกล้องเหมือนจะสื่ออกมาได้ว่าเด็กน้อยเคตะกำลังพยายามพูดคุยกับเขาว่า ในแต่ละวันพ่อเหนื่อยมั้ย? พ่อเป็นอย่างไรบ้าง? แต่เป็นเขาเองที่กลับไม่ได้สนใจและมีเวลาให้กับเด็กน้อยเลย มิหนำซ้ำก่อนจะแยกจากกันไปยังมีคำพูดที่ทำร้ายความรู้สึกของเด็กน้อยด้วยการบอกว่าพ่อไซขินั้นรักเคตะมากกว่าที่เขารักเสียอีก เหตุการณ์เหล่านี้ก็ยิ่งทำให้เรียวตะเรียนรู้และข้าใจมากขึ้นแล้วรีบขับรถกลับไปหาเคตะ พร้อมทั้งขอโทษเด็กน้อย ในฉากสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ลงเอยด้วยการที่ทั้งสองครอบครัวก็ได้กลับมาเจอหน้ากัน และเปิดรับเด็กน้อยทั้งสองให้มาอยู่ร่วมกันโดยไม่เกี่ยวว่าจะเป็นบ้านไหน


เรื่องราวในหนังถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก ความผูกพันระหว่างกันในครอบครัวได้อย่างสวยงาม พร้อมทั้งยังแฝงแง่คิดของการเลี้ยงลูกไว้ได้เป็นอย่างดีด้วย แม้ครอบครัวเรียวตะจะมีพร้อมในทุก ๆ อย่างก็ไม่เทียบเท่ากับความผูกพัน ความรัก ความเข้าใจ หรือการเอาใจใส่ดูแลได้ ในบางครั้งสิ่งของ เงินทอง ก็ไม่สามารถแทนที่ได้ทุกอย่างเหมือนกับริวเซที่เด็กน้อยจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจากเดิม ได้กินอาหารดี ๆ มีของเล่นครบทุอย่าง แต่ก็ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เป็นอยู่ เรียวตะเองก็เช่นกัน แม้ในภายหลังที่เขาได้รับริวเซไปอยู่ด้วยจริง ๆ เขาก็ไม่สามารถหาวิธีปรับตัวให้เข้ากับความเป็นธรรมชาติของเด็กที่ริวเซมีอยู่ได้ ในช่วงเวลานั้นเขายังไม่ได้เรียนรู้ ปรับตัว จึงทำให้เขาไม่มีความสุขแม้จะมีทุกอย่างตามต้องการแล้ว ในแง่มุมทางสังคมก็พบว่าญี่ปุ่นเป็นเมืองที่ค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องสังคมการทำงานมาก หลายครอบครัวก็เป็นเหมือนเรียวตะที่ผู้ชายจะทำหน้าที่ออกไปทำงานหาเลี้ยงครอบครัวโดยที่ภรรยาจะดูแลลูกอยู่บ้านเพียงอย่างเดียวจึงทำให้ผู้หญิงที่มีครอบครัวแล้วไม่ค่อยได้เข้าสังคมมากนัก แม้ครอบครัวเรียวตะจะดูเหมือนเป็นครอบครัวสมัยใหม่ในอุคมคติแต่จริง ๆ กลับอ้างว้าง และสับสนอยู่ไม่น้อย ในกรณีเหตุผลของการสลับตัวเด็กที่เกิดจากความตั้งใจของพยาบาลเองก็ชี้ให้เห็นว่าในความแตกต่างระหว่างชนชั้นระหว่างบ้านของเรียวตะที่เพียบพร้อมกับไซขิที่ไม่ได้มีมากก็เป็นเหมือนผลกระทบแสดงให้เห็นว่าช่องว่างระหว่างชนชั้นมันน่ากลัว และทุกข์ทนเพียงใด พยาบาลสาวจึงตัดสนใจสลับเด็กเพื่อที่ไม่อยากให้เคตะในวัยแรกเกิดนั้นต้องมาลำบากเหมือนตน และหากมองด้วยกรอบแว่นของความเป็นเสรีนิยมใหม่นั้น ตัวละครสำคัญอย่างเรียวตะก็เป็นภาพสะท้อนได้เป็นอย่างดีในการเป็น Homo Economicus (Economic Man) หรือการที่มนุษย์ได้กลายมาเป็นสัตว์เศรษฐกิจจากการบีบรัดของกระแสทุนนิยมตั้งแต่ยามเกิดมาจนเข้าไปอยู่ในโลงศพ ผลักดันให้สังคมเกิด Individual as entrepreneurship ขึ้น ทำให้การมองโลกของมนุษย์มองทุกอย่างกลายเป็นเรื่องของ cost – benefit ไปหมด ทุกอย่างต้องกลายเป็นเรื่องของตัวเองหมด สนใจแต่ self – interest ทุกสิ่งรอบตัวถูกชั่งน้ำหนักและมองว่าเป็นสินค้า รวมถึงก่อให้เกิด sense ของการมีความรับผิดชอบต่อตัวเองสูง จึงเป็นปฏิกิริยาเร่งให้ปัจเจกบุคคลต้องขยันสร้างตัวตนอย่างเอาเป็นเอาตาย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ก็ตรงตามเรียวตะในตอนแรกทุกประการ เขาเป็นคนให้ทุ่มเทกับงาน คิดว่างานสำคัญกว่าครอบครัว เขาใช้ชีวิตไปตามกระแสจนลืมเขาใจธรรมชาติของความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ควรจะมี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับภรรยา พ่อแม่ หรือลูกของเขาเองก็ตาม เรียวตะมองทุกอย่างกลับหัวกลับหางไปหมด เขาในตอนแรกเข้าใจว่าการเปลี่ยนตัวเด็กกลับคืนสู่สายเลือดเป็นเรื่องที่ง่าย เหมือนกับมองคนเป็นสินค้า


แต่แท้จริงแล้วในเรื่องของสังคมมนุษย์ มันมีความลึกซึ้งกว่านั้นมาก ในหนังเรื่องนี้สามารถส่งสารได้ถึงความโหดร้ายของทุนนิยมที่มีผลต่อพฤติกรรม วิธีการคิด ร่วมถึงวิธีการในการดำเนินชีวิตในแต่ละวัน ซึ่งผู้อ่านสามารถเห็นได้จริงจากสังคมรอบตัวว่าในทุกวันนี้ครอบครัวหลายครอบครัวต้องปากกัดตีนถีบในการเอาชีวิตรอดในระบบอันโหดร้ายนี้ รวมถึงเจอเนอเรชั่นหลังอย่างรุ่นลูกหลานที่ต้องเรียนอยากหนัก up skill ให้รอบด้านเพื่อกลายเป็นความต้องการต่อตลาดแล้วเชื่อว่าจะไม่ลำบากในอนาคต สิ่งเหล่านี้เองเป็นเหมือนผลพวงจากการที่สังคมเสรีนิยมใหม่หรือทุนนิยมหล่อหลอมมนุษย์ในอีกรูปแบบหนึ่งขึ้นมา


กชกร เมฆศิรินภาพงศ์ เขียน



อ้างอิง

- เกตุวดี. (2013). รีวิวหนัง Like Father, Like Son โดย เกตุวดี. สืบค้นจาก https://entertainment.marumura.com/review-like-father-like-son-2/

- โตมร ศุขปรีชา. (2017). เศรษฐศาตร์พฤติกรรม – ศาสตร์ที่กำลังแรง. สืบค้นจาก https://www.the101.world/behavioral-economics/

- วัลลภ คุ้มประดิษฐ์ และขวัญ เพชรสว่าง. บทบาทของเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมต่อแบบจำลองทางเศรษฐศาสตร์มหภาค. สืบค้นจาก http://www.eco.ru.ac.th/images/PDF/researchECON/researchECON13.pdf


ดู 224 ครั้ง0 ความคิดเห็น