รีวิวหนัง Groundhog Day กับรัฐสวัสดิการอเมริกา

อัปเดตเมื่อ เม.ย. 24

หนังที่เป็นเหมือนบทเรียนสอนคุณค่าของเวลา แนว Romantic – Comedy อย่างเรื่อง Groundhog Day เรื่องนี้ เป็นเรื่องราวที่ชักชวนให้ผู้ชมได้ย้อนคิดถึงเวลาในทุก ๆ วัน ให้ระลึกไว้เสมอว่า ไม่ว่าวันนี้จะเป็นวันอะไร คุณก็ควรจะลงมือทำอะไรสักอย่างให้ดี มีค่า และเป็นประโยชน์ที่สุด พร้อมมีเรื่องราวสอดแทรกประเพณีหนึ่งในเมือง Punxsutawney (พันซิทอว์นีย์) รัฐพิตส์เบิร์ก (Pittsburgh) สหรัฐอเมริกาที่สืบทอดยาวนานมากว่า 100 ปี นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1887 ที่ยังคงรักษาความเก่าแก่ถึงยุคปัจจุบัน นั่นคือเทศกาล Groundhog Day ซึ่งจะจัดขึ้นในทุก ๆ วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี โดยจะเป็นการนำตัว Woodchuck ซึ่งเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่เป็นสัตว์ตระกูลเดียวกันกับกระรอก ลักษณะเหมือนกับกระรอกตัวยักษ์ ชอบอาศัยอยู่ในโพรงไม้ นำมาทำนายทายทักการดำรงอยู่ของฤดูหนาวว่าจะมียาวนานไปถึงเมื่อไหร่ โดยก่อนช่วงเวลาการทำนาย


ตัว Groundhog จะถูกขังไว้ในโพรงไม้จำลองที่มีประตูปิดไว้ และจะมีนายกเทศมนตรีที่แต่งตัวเหมือนคนยุคก่อนศตวรรษที่ 19 ด้วยการใส่สูท เสื้อโค้ท ผูกหูกระต่าย พร้อมกับใส่หมวกทรงสูง ใช้ไม้เคาะประตู ฟังเสียงกระซิบจากตัว Groundhog และร่วมสังเกตพฤติกรรมของตัว Groundhog ที่เชื่อกันว่าจะทำนายได้ค่อนข้างแม่นยำ และมีหลักการทำนายอยู่ว่า ถ้าตัว Groundhog โผล่แล้ววิ่งออกจากโพรงทันทีจะถือว่าฤดูหนาวใกล้จะสิ้นสุดลง แต่หาก Groundhog โผล่มาแล้วเห็นเงาตัวเอง จะถือว่าฤดูหนาวจะมีต่อเนื่องยาวนานไปอีก 6 สัปดาห์ เรื่องราวหลักของหนังจะบอกเล่าถึงผู้ชายวัยทำงานคนหนึ่งที่มีชื่อว่า Phli Conners นักข่าวพยากรณ์ที่มีนิสัยคำนึงถึงแต่ตัวเอง เอาแต่ใจตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเองสูง และมีนิสัยชอบมองโลกในแง่ลบ ถูกสำนักข่าวส่งตัวมายังรัฐ Punxsutawney กับทีมข่าวอีกสองคนเพื่อให้มาทำข่าวเกี่ยวกับวัน Groundhog Day เป็นครั้งที่สี่ของชีวิต เขารู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และมองว่ามันคือประเพณีที่ไร้สาระหนึ่งเท่านั้น แตกต่างจากผู้ร่วมทำงานข่าวสองคนที่มาด้วยโดยสิ้นเชิง เมื่อวันเทศกาล Groundhog มาถึง ฟิลตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงเช้า เพื่อที่จะเตรียมตัวไปรายงานข่าว เขาก็พบเจอกับผู้คนในเมืองที่เข้ามาทักทายมากมายหลายคน


แต่เขากลับเลือกที่จะแสดงพฤติกรรมไม่ดีใส่ ด้วยทางคำพูดและกิริยาท่าทาง เขายังคงรู้สึกไม่ต่างกับวันแรกที่มาถึง นั้นคือเบื่อหน่ายและไม่มีความสุข เมื่อถึงช่วงเวลาพยากรณ์ของ Punxsutawney Phli หรือเรียกสั้น ๆ ว่าเจ้า Phli ซึ่งเป็นตัว Groundhog บรรดานักข่าวทุกสำนักก็เริ่มรายงาน รวมถึง Phli Conners ที่มีชื่อเหมือนกันกันสัตว์นักพยากรณ์ก็ได้รายงานข่าวแบบประชดประชันเพื่อทำให้การทำงานของเขาจบ ๆ ไปเท่านั้น ในครั้งนี้มีคำทำนายว่าฤดูหนาวจะมีติดต่อกันไปยาว 6 สัปดาห์ เมื่อถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับไปยังสำนักข่าว เขาและทีมก็เจอกับพายุหิมะ แต่ Conners ก็ยังเชื่อว่าเขาจะเดินทางต่อไปได้ แล้วเขาก็ได้ไปเถียงกับตำรวจจราจร แต่ตำรวจก็ยืนยันจะปิดเส้นทาง ทำให้ทีมของเขากลับไปยังช่องสำนักข่าวไม่ได้ เท่ากับว่าต้องติดอยู่ในเมืองอันแสนหนาวเย็นนี้ไปอีก แต่เรื่องกลับไม่ใช่แค่นี้ เนื่องจาก Conners ก็ติดอยู่ใน Loop ของเวลาในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ วันเดิม ๆ พบเจอกับสถานการณ์เดิม ๆ และผู้คนเดิม ๆ ชะตาชีวิตแบบเดิมที่ต้องกลับไปรายงานข่าวเกี่ยวกับวัน Groundhog เป็นวันแล้ววันเล่า โดยไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่ และนานแค่ไหน ในรายละเอียดของหนังได้ถ่ายทอดชีวิตในแต่ละวันของ Conners กับเหตุการณ์ซ้ำ ๆ เดิม ๆ ทุกวันกับตัวเขาที่เปลี่ยนไป เขาได้ลองทำอะไรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จีบสาว ขโมยของ ขโมยตัว Groundhog ทดลองตายหลายวิถีทาง เรียนเปียโน เต้นรำ ช่วยชีวิตเด็ก คนชรา รวมถึงคนจรจัด สลักน้ำแข็ง ศึกษาบทกวีต่าง ๆ พร้อมกับใช้เวลาในทุก ๆ วันเรียนรู้และทำความรู้จักทุกคนในเมือง โดยทุกวันจะเหมือนทุก reset เป็นวันใหม่ เมื่อจบวันความทรงจำของคนอื่น ๆ จะจบไปไม่มีใครจำได้ เว้นแต่ Conners ที่จะจำได้ทุกอย่าง จนท้ายสุดนิสัยและ mindset เขาได้เปลี่ยนไป เขาเปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้น มองโลกต่างไปจากเดิม ละทิ้งความเห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเองไป แทนทีด้วยความโอบอ้อมอารีและมีน้ำใจ


สิ่งเหล่านี้เองจึงเป็นเหตุให้ Rita สาวสวยในทีมข่าวซึ่งเป็นหัวหน้าเขากลับแปลกใจกับความสามารถของ Conners มองเขาเปลี่ยนไปและทั้งสองก็ได้รักกันและอยู่ร่วมกันในท้ายที่สุด พร้อมกับการที่ Loop เวลานั้นจบลง ชีวิตของ Phli Conners ก็ได้ใช้ชีวิตในวันถัดไปจาก Loop วันเวลาเดิม ๆ หนังเรื่องนี้หากมองในแง่มุมหนึ่งก็สามารถสะท้อนมุมมองความเป็น America ที่ถือเป็นประเทศเสรีนิยมมากประเทศหนึ่งได้เป็นอย่างดีเหมือนกัน สังเกตได้จากตัวละครหลักที่เป็นตัวดำเนินเรื่องอย่าง Phli Conners ที่มีความเป็นอเมริกามากด้วยอุปนิสัยของเขา ที่เชื่อมั่นในตัวเอง คำนึงถึงตัวเองเป็นหลัก และสะท้อนความเป็นปัจเจกนิยมที่บอกเล่าผ่านฉากเล็ก ๆ หลายฉากในเรื่องโดยเฉพาะตอนที่เขาเดินผ่านคนจรจัดอย่างไม่ใยดีในทุก ๆ วันก่อนที่ mindset เขาจะเปลี่ยนไป ประกอบกับพฤติกรรมของเขาในหนังที่ถือเป็นแรงงานหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ที่ถือเป็นแรงงานมากทักษะเนื่องจาก ประชากรกว่า 327 ล้านคนในอเมริกามีงานไม่เพียงพอต่อการรองรับแรงงานทั้งหมดในประเทศ แรงงานส่วนใหญ่จึงต้องอยู่ในระบบตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูงมาก ส่งผลให้แรงงานต้องพัฒนาฝีมือตัวเองอยู่ตลอดเวลา อย่างที่ Conners ทำระหว่างติด Loop ของเวลาในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการเรียนภาษาอื่น ๆ การฝึกพัฒนา soft skills อย่างการเป็น Teamwork, Creativity, Life – Long learning, Problem Solving etc. ด้วย และสิ่งเหล่านี้เองทำให้เขาโดนเด่นขึ้นมาในตลาดแรงงาน แตกต่างจาก Phli Conners คนเดิมในช่วงเวลาก่อนหน้านี้ บริบทของหนังเล่าถึงชีวิตรักของเขาที่ไม่เคยสมหวังแม้เขาจะพยายามจีบ Rita หัวหน้าทีมของเขา แต่พอเมื่อเขาพัฒนาตัวเองขึ้นทุกวัน ๆ Rita หัวหน้าสาวแสนสวยก็กลับมาชอบเขาเสียเอง ก็คงเหมือนกับการที่แรงงานชั้นดีอย่าง Conners ที่มากด้วยความสามารถก็คงเป็นที่ถูกตาต้องใจของเหล่านายจ้างในอีกแง่หนึ่งด้วยเช่นกัน


ความเป็นอเมริกาไม่ได้ถูกถ่ายทอดผ่านเพียงแต่ Conners เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่องของหนังที่เล่าเรื่องผ่านการติดอยู่ในห้วงเวลา ซึ่งเหมือนกับการ Reproduction หรือแนวคิดของการผลิตซ้ำ อย่างแนวคิดการผลิตซ้ำของแรงงาน ที่ทำให้คนทั่ว ๆ ไปเชื่อว่าการตื่นแต่เช้าไปทำงานทุกวัน ขยัน ประหยัด อดทน ซื่อสัตย์ อดออมจะทำให้มีชีวิตที่ดีได้ไม่ว่าคุณจะเป็นใครหรืออยู่ส่วนไหนในสังคมก็ตาม แต่ความเป็นจริงคือไม่ใช่เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ทำงาน ไม่ใช่ทุกคนที่จะชนะในระบบเสรีนิยมใหม่ที่ทุกอย่างต่างแสวงหากำไร และมองมนุษย์เป็นเพื่อสัตว์ทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งเท่านั้น แต่การที่ Conners มีการมองโลกที่ต่างออกไป เขาไม่ได้มองว่าการที่จะต้องตื่นมาทำงานแต่เช้าทุกวัน และงานที่ทำก็ไม่ได้สร้างความสุขให้เขามากนัก เขาเริ่มกล้าที่จะตั้งคำถามกับเหตุการณ์ในปัจจุบันบนโลกของความเป็นจริงนี้ เขาจึงคิดที่จะเปลี่ยน เขาต้องต่อสู้กับการทำงานในทุกวัน เรียนรู้ความผิดพลาดเก็บมาเป็นบทเรียน เปลี่ยนวิธีคิด พร้อมทั้งยังพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดหย่อน เวลาในทุก ๆ วันสอนให้เขารู้จักการมองคนให้เป็นคน ช่วยเหลือคนในสังคมโดยไม่แบ่งแยก สิ่งนี้เองทำให้เขาต่างออกไปแล้วคนพบสิ่งใหม่ในโลกที่เขาเคยอยู่ อย่างความอบอุ่นและความสงบสุขในสังคมที่เต็มไปด้วยร้อยยิ้มและความโอบอ้อมอารีที่ทุกคนมอบแก่กัน แม้ต้องผ่านการต่อสู้กับอุปสรรคมากมายก็ตาม หรืออย่างในกรณีของคนที่มาอ้างตัวเป็นเพื่อนของ Conners อย่าง Ned Ryerson ที่มาชักชวนให้เขาซื้อประกันสุขภาพอยู่ทุกวัน ตรงนี้ทำให้เกิดคำถามขึ้นในหัวผู้เขียนว่าทำไมธุรกิจประเภทประกันจึงมีมากในอเมริกา แล้วรัฐในอเมริกานั้นไม่มีสวัสดิการให้ประชาชนหรือ แต่หลังจากค้นข้อมูลแล้วก็พบว่า การได้มาซึ่งรัฐสวัสดิการในอเมริกานั้น เป็นการให้สวัสดิการผ่านระบบ Workfare ซึ่งมาจาก คำว่า Work + Welfare หรือ งาน บวกกับ สวัสดิการ ซึ่งเป็นการให้สวัสดิการกับประชาชนผ่านการแลกกับการทำงาน เนื่องจากความไม่เพียงพอต่อสวัสดิการ ความไม่เท่าเทียมในการให้สวัสดิการ โดยรัฐมีฐานคิดที่เชื่อว่าการให้สวัสดิการจะทำให้คนฟุ่มเฟือยและทำให้คนเสียนิสัย คอยจะแบมือรับสวัสดิการ และการให้สวัสดิการผ่านการทำงานนี้รัฐมองว่าจะช่วงเป็นการส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานและลดความยากจนได้ แต่มีเหตุผลหลักก็คือ การพยายามใช้นโยบาย Workfare มาช่วยลดจำนวนผู้รับสวัสดิการ ซึ่ง Financing Welfare ที่เกิดขึ้นในอเมริกานี้ แม้มันจะมีผลดีคือ ทำให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่มีสิ้นสุดของตลาดทุนและแรงงาน


ส่งผลให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ดี แต่ในด้านของผลกลับกัน ผู้จะมีรับผิดชอบต้นทุนความเสี่ยงอันเกิดจากสังคมนั้นคือปัจเจกชนทุกคน และการมีระบบสวัสดิการดังกล่าวก็เป็นเสมือนการสร้างมูลค่าแลกเปลี่ยนของความสัมพันธ์อย่างชัดเจนที่สุด เท่ากับว่า บริบทในสังคมอเมริกานั้น ไม่ว่ายังไงคุณก็ต้องทำงานเพื่อให้ได้มาซึ่งสวัสดิการ ใครไม่ทำงานก็จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐหรือที่เรียกว่าสวัสดิการจากรัฐน้อยลง จนบางครั้งมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงระบบการให้บริการของอเมริกาว่าเป็นการให้บริการแบบ Save the rich, leave the poor ด้วย แต่ในแง่นี้ยังทำให้เห็นอีกว่าความเหลื่อมล้ำในบริบทของสังคมอเมริกานั้นดูเหมือนจะมีมากเช่นเดียวกันผ่านการรับสวัสดิการในระบบนี้ ปัจเจกชนมากมายต้องตกเป็นเหยื่อผ่านคุณค่าและบรรทัดฐานภายในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในประเด็นของคนผิวสี และผู้อพยพย้ายถิ่นที่เข้ามาอาศัยแผ่นดินอเมริกานั้นดูเหมือนจะเป็นส่วนที่ทำให้มองถึงความแตกต่างในการรับปฏิบัติที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ว่าคนทุกคนที่ไปสมัครงานแล้วจะได้งานในอเมริกา แม้เหตุผลจะต่างออกไปหลายเหตุปัจจัยด้วยกัน แต่มีประเด็นหนึ่งที่เกิดขึ้นจริงนั่นคือประเด็นของการ Bias ทางความแตกต่างในสังคมด้วย มากไปกว่านั้นยังมีประเด็นปัญหาสังคมที่เพิ่มขึ้นจากการที่คนอเมริกาเชื่อว่าผู้คนต่างถิ่นจะพรากงานและอนาคตไปจากพวกเขาด้วย ทำให้การหางานทำที่จะแลกมาซึ่งสวัสดิการไม่ใช่เพียงการต่อสู้กับอุปสรรคการทำงานในแต่ละวัน แต่ยังรวมไปถึงการต่อสู้กับบรรทัดฐานความเป็นชาตินิยมของสังคมอเมริกาด้วย


ในท้ายที่สุดนี้ หากผู้อ่านลองตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวคุณได้สักหนึ่งอย่างคุณจะตั้งคำถามกับอะไร แล้วถ้าเกิดคำถามคุณจะกล้าที่จะลุกขึ้นมาสร้างเปลี่ยนแปลงและลงมือทำแบบที่ Phli Conners ทำหรือไม่ ..แล้วก็อย่าลืมว่า ถ้าคุณไม่กล้าที่จะตั้งคำถามหรือมองอะไรต่างออกไปจากเดิม วันนี้ของคุณมันก็คือวันพรุ่งนี้นั่นแหละ


กชกร เมฆศิรินภาพงศ์ เขียน



อ้างอิง


- ธเนศ รัตนกุล. (ม.ป.ป.). คนรวยปลอดภัย คนจนข้นแค้นไม่เห็นอนาคต : ว่าด้วย ‘อเมริกา’ มหาอำนาจที่เปราะบางจากโควิด. สืบค้นจาก https://adaymagazine.com/covid-19-in-usa/


- รัตพล อ่อนสนิท. (2017). อเมริกาเตรียมหนาวอีก '6 สัปดาห์' ตามคำทำนายวัน "Groundhog Day". สืบค้นจาก https://www.voathai.com/a/groundhog-day-ro/3704574.html


- สราวุธ ไพฑูรย์พงษ์. (2019). Workfare จากประสบการณ์ของอเมริกา. สืบค้นจาก https://tdri.or.th/2019/03/workfare-us/


- อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล. (2011). บทเรียนสอนคุณค่าของเวลา Groundhog Day และ Source Code. สืบค้นจาก https://artyt.me/2011/04/10/บทเรียนสอนคุณค่าของเวล/


ดู 55 ครั้ง0 ความคิดเห็น