รัฐสวัสดิการที่ไม่ใช่ฝัน บนปฏิทินแห่งความหวังของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์


เมื่อเราทุกคนเกิดขึ้นมา ลืมตาสัมผัสกับความเป็นไปของโลกและรับรู้ถึงท่วงท่าของชีวิตอันหลากหลาย ช่วงชีวิตของคนเราอาจดูยืนยาวมากเมื่อเทียบกับวันเวลาที่ผันผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากแต่ก็แสนสั้นเหลือเกินเมื่อเปรียบกับวันเวลาของโลกใบนี้ที่บ่มเพาะเรื่อยมาจวบจนปัจจุบัน วันเวลาที่ผันผ่านนำให้เราพานพบกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต บางครั้งโลกก็เหมือนจะยินดีให้เราได้พบเจอกับความสุขสำเร็จบ้าง แต่บ่อยครั้งหลายสิ่งที่ปรากฎก็ยังคงบีบบังคับให้เราต้องเผชิญกับความทุกข์ยากนานับประการ ชีวิตคนจึงอาจผูกสัมพันธ์กับการพยายามทำความเข้าใจคำตอบของคำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ว่า “อะไรคือความหมายของชีวิต” และ “ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร”


ในทัศนะของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยและอดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่หลายคนอาจรู้จักกันดี “ความหมายของชีวิต” และ “ชีวิตที่ดี” ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องที่แยกขาดจากกันได้อย่างสิ้นเชิง เพราะเมื่อย้อนกลับไปอ่าน “คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวัง : จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งพิมพ์เป็นภาษาไทยครั้งแรกในสังคมศาสตร์ปริทัศน์ ปีที่ 11 ฉบับที่ 10 ตุลาคม 2516 อันเป็นงานเขียนที่สะท้อนความใฝ่ฝัน และอัดแน่นไปด้วยความวาดหวังถึงชีวิตที่ดีของคนในสังคมไทยทุกคน แสงสว่างแห่งชีวิตที่อาจารย์ป๋วยวาดหวัง ทอดประกายจากเรื่องเล่าของชีวิตคนหนึ่งคนที่แสนง่ายดายและเกิดขึ้นได้กับเราทุกคน ผ่านการเริ่มสัมผัสชีวิตในครรภ์ของมารดา ซึ่งสมควรได้รับสวัสดิการที่ดีและตอบสนองความต้องการจำเป็นพื้นฐานในชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง


“เมื่อผมอยู่ในครรภ์ของแม่ ผมต้องการให้แม่ได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ และได้รับความเอาใจใส่ และบริการอันดีในเรื่องสวัสดิการของแม่และเด็ก”


ซึ่งความฝันดังกล่าวไม่ใช่ฝันที่เลื่อนลอยและเกินจริงเลย ในประเทศรัฐสวัสดิการอย่างประเทศสวีเดนที่เมื่อมีใครตั้งครรภ์ก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลให้ได้ลงเรียนในหลักสูตรเกี่ยวกับการดูแลก่อนคลอด รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการคลอดบุตร โดยที่ภายหลังคลอดครอบครัวและเด็กจะได้รับเงินอุดหนุนรายเดือนและเงินค่าเลี้ยงดู ในขณะที่ประเทศนอร์เวย์มรกฎหมายให้สิทธิลาคลอดโดยได้รับเงินเดือนเต็มจำนวน นานถึง 35 สัปดาห์ และสามารถลาคลอดเพิ่มได้อีกภายใต้เงื่อนไขการจ่ายเงินเดือนเป็นร้อยละไม่เกิน 80 สัปดาห์ หรือกระทั่งที่ประเทศฟินแลนด์ซึ่งนอกจากจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิความเป็นมารดาแล้ว ประเทศฟินแลนด์ยังเป็นประเทศที่มีอัตราการเสียชีวิตของมารดาขณะให้กำเนิดบุตรต่ำมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และยังมีการมอบ baby box ที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์เกี่ยวกับเด็กทารกเมื่อเข้ารับบริการทางการแพทย์


“ผมต้องการให้แม่ผมกับตัวผมได้รับประทานอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ ผมต้องการไปโรงเรียน พี่สาวหรือน้องสาวผมก็ต้องการไปโรงเรียน จะได้มีความรู้หากินได้ และจะได้รู้คุณธรรมแห่งชีวิต ถ้าผมมีสติปัญญาเรียนชั้นสูงๆ ขึ้นไป ก็ให้มีโอกาสเรียนได้ ไม่ว่าพ่อแม่ผมจะรวยหรือจน จะอยู่ในเมืองหรือชนบทแร้นแค้น”


เมื่อคลอดออกจากครรภ์มารดาและเติบโตขึ้นท่ามกลางสังคม ความฝันของอาจารย์ป๋วยดูเหมือนจะไม่ไกลจากความฝันของเราทุกคนเท่าใดนัก ที่ต้องการเข้าถึงการศึกษาที่ดี มีคุณภาพ และไม่กีดกันใครเพียงเพราะปัจจัยที่เป็นต้นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำทั้งหลาย ซึ่งจากผลสำรวจและงานวิจัยหลายแหล่งยืนยันอย่างหนักแน่นว่าประเทศรัฐสวัสดิการต้นแบบด้านการศึกษาที่ดีที่สุดประเทศหนึ่งของโลก คงหนีไม่พ้นประเทศฟินแลนด์ ประเทศที่ระบบการศึกษาวางอยู่บนรากฐานเสมอภาคสูง ซึ่งไม่ได้มาจากปัจจัยด้านการศึกษาเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานของสวัสดิการที่จัดโดยรัฐซึ่งมีบทบาทสำคัญในการให้โอกาสเด็กทุกคนและทุกครอบครัวมีสถานะที่เท่าเทียมกันในการเริ่มต้นเส้นทางการศึกษาที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 7 ขวบ เพราะโรงเรียนในประเทศฟินแลนด์ทึกคนจะสามารถเรียนฟรีได้อย่างแท้จริง ไม่มีค่าเทอม ไม่มีค่าอุปกรณ์ประกอบการเรียนเพิ่มเติม มีสวัสดิการอาหาร รวมถึงบริการด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และทันตกรรมที่ฟรี หรือกระทั่งการให้ความสำคัญกับครูทั้งในเรื่องคุณค่า สวัสดิการ และเวลาทำงานที่เหมาะสม


“ผมต้องการงานอาชีพที่มีความหมาย ทำให้ได้รับความพอใจว่าตนได้ทำงานเป็นประโยชน์แก่สังคม บ้านเมืองที่ผมอาศัยอยู่ จะต้องมีขื่อมีแป ไม่มีการข่มขู่ กดขี่หรือประทุษร้ายกัน ประเทศของผมควรมีความสัมพันธ์อันชอบธรรม และเป็นประโยชน์กับโลกภายนอก ผมจะได้มีโอกาสเรียนรู้ถึงความคิดและวิชาการของมนุษย์ทั้งโลก”


ครั้นถึงช่วงวัยอันเหมาะสมแก่การทำงานและมีครอบครัว ความหวังเล็ก ๆ ของคนทำกินอย่างเราคงไม่ไกลจากการได้ทำงานที่รักและภาคภูมิใจ รวมถึงได้ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่เป็นธรรมและมีโอกาสที่ทัดเทียม อย่างเช่นแรงงานในประเทศเยอรมัน ที่แม้จะเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรสูงกว่าหลาย ๆ ประเทศในยุโรป หากแต่อัตราการว่างงานกลับต่ำมาก เนื่องด้วยทุกคนสามารถเข้าถึงงานได้ด้วยความสามารถและความพึงพอใจของตนเอง ภายใต้กฎหมายแรงงานเยอรมันที่มีเป้าหมายหลักคือการคุ้มครองลูกจ้างในการทำงาน โดยครอบคลุมลูกจ้างทุกประเภท รวมถึงบุคคลที่รับงานไปทำที่บ้านด้วย ซึ่งทุกคนจะสามารถได้รับสิทธิมากกว่าสิทธิขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด โดยการตกลงตามสัญญาการจ้างงาน หรือตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างสหภาพแรงงานกับกลุ่มนายจ้าง ทั้งในเรื่องอัตราค่าจ้าง จำนวนชั่วโมงการทำงาน และวันหยุด เป็นต้น ซึ่งช่วยก่อให้เกิดความผาสุกในอาชีพแก่คนทุกคน


“ผมต้องการสุขภาพอนามัยอันดี และรัฐบาลจะต้องให้บริการป้องกันรักษาโรคแก่ผมอย่างฟรี กับบริการการแพทย์ รักษาพยาบาลอย่างถูก อย่างดี เจ็บป่วยเมื่อใดหาหมอ หาพยาบาลได้สะดวก”


และหากต้องเจ็บไข้ได้ป่วย สวัสดิการทางการแพทย์ที่ดีและเข้าถึงง่ายย่อมเป็นสิ่งหลายคนปรารถนา ซึ่งนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย นับเป็นหนึ่งในภาพฝันทางสุขภาพที่เกิดขึ้นจริงครั้งหนึ่งของสังคมไทย การรักษาพยาบาลและได้รับบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและฟรีหรือมีค่าใช่จ่ายน้อย สามารถช่วยให้คนทุกคนเข้าถึงการมีสุขภาพที่ดีและเป็นธรรมได้ในระดับหนึ่ง แต่กระนั้นเราอาจต้องพิจารณาทบทวนกันมากขึ้นอีกสักหน่อยว่า ปัจจุบันทุกคนสามารถเข้าถึงสวัสดิการด้านสุขภาพได้อย่างง่ายดายและทั่วถึงจริงหรือไม่ ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่อาจอำนวยต่อการเดินทางของคนทุกคนได้ การใช้เวลาในการรับบริการที่แสนนาน หรือกระทั่งการทำงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะที่สวัสดิการด้านสุขภาพซึ่งได้รับการยอมรับว่าดีเยี่ยมเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อย่างในไต้หวัน แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับสวัสดิการของแพทย์ที่อยู่กับระบบประกันสุขภาพมากกว่า ร้อยละ 93 ประกอบกับโครงสร้างพื้นฐานที่อำนวยความสะดวกแก่คนทุกคน ทำให้ไต้หวันสามารถให้บริการด้านสุขภาพอย่างมีคุณภาพได้


“เรื่องที่ผมเรียกร้องข้างต้นนี้ ผมไม่เรียกร้องเปล่า ผมยินดีเสียภาษีอากรในส่วนรวมตามอัตภาพ”

“เมื่อตายแล้วยังมีทรัพย์สมบัติเหลืออยู่ เก็บไว้ให้เมียผมพอใช้ในชีวิตของเธอ ถ้าลูกยังเล็กอยู่ก็เก็บไว้เลี้ยงให้โต แต่ลูกที่โตแล้วไม่ให้ นอกนั้นรัฐบาลควรเก็บไปหมด จะได้ใช้ประโยชน์ในการบำรุงชีวิตของคนอื่น ๆ บ้าง”


ความหวังของอาจารย์ป๋วยไม่ใช่เพียงความเฟื่องฟุ้งในจินตนาการที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากแต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น ความหวังที่ดูเหมือนจะไกลห่างจากสังคมไทยในอดีตของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กลับปรากฎความเป็นไปได้อย่างเด่นชัดเมื่อความกว้างไกลของโลกได้สัมผัสถึงหัวใจที่กว้างใหญ่ของคนอย่างเข้าใจความทุกข์ยากของกันและกัน ภายใต้การจัดเก็บภาษีอย่างก้าวหน้าและกระจายโอกาสอย่างเป็นธรรม ดังเจตนารมย์อันเป็นนิรันดร์ และเนื่องในโอกาสครบรอบ 105 ปี ชาตกาล อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชวนให้หวนรำลึกถึงหลายภาพจำของอาจารย์ป๋วยทั้งในฐานะนักวิชาการ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือบิดาแห่งประเทศไทยสมัยใหม่ ที่ยังคงเป็นภาพจำซึ่งใครหลายคนจดจำได้อย่างไม่ลืมเลือน หากแต่ครั้งนี้ผมขอชวนให้ท่านผู้อ่านได้ระลึกถึงอาจารย์ป๋วยในอีกบทบาทหนึ่ง บทบาทที่สามารถบันดาลใจและทาบประทับอยู่ในจิตวิญญาณของทุกผู้ทุกคนได้ บทบาทของสามัญชน คนชื่อ “ป๋วย” ปุถุชนผู้มีความใฝ่ฝันถึงชีวิตที่ดี ชีวิตที่มีคุณค่า ชีวิตที่มีความภาคภูมิใจ และชีวิตที่เป็นจริงได้ เฉกเช่นเราทุกคน


“นี่แหละคือความหมายแห่งชีวิต นี่แหละคือการพัฒนาที่ควรจะให้เกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ของทุกคน”




อ่านเพิ่มเติม

1. https://www.baanjomyut.com/library_2/extension-1/social_welfare/05.html

2. http://thai.thaiembassy.de/arbeitsrecht

3. https://undubzapp.com/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80% E0%B8%97%E0%B8A8%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%88/

4. https://www.bbc.com/thai/features-45698818


ดู 224 ครั้ง0 ความคิดเห็น