คืนค่าเทอม ช่วยเหลือนักศึกษาไม่ใช่เรื่องมโน


วิกฤตการระบาดของ Covid 19 ดำเนินมาตั้งเเต่ปลายปี 2562 กล่าวได้ว่านับแต่นั้นมาทุกคน ทุกภาคส่วนของสังคมล้วนได้รับผลกระทบถ้วนหน้า ทว่านโยบายการเยียวนั้น รัฐบาลกลับเยียวยาแบบไม่ถ้วนหน้า ประชาชนต้องถือมีดคนละด้าม เเล้วเเทงกันเอง เพื่อเเย่งเศษเนื้อจากนโยบายของรัฐเพื่อความอยู่รอด หนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย เเละเป็นบุคคลที่ถูกทอดทิ้งมากที่สุดกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มนักเรียน/นักศึกษา โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน/นักศึกษาที่มีความยากจน มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ มีนักเรียน/นักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่จะต้องทำงานเสริมระหว่างวัยเรียน แต่เมื่อสถานการณ์ Covid-19 ระบาด คนกลุ่มนี้ไม่สามารถทำงานเพื่อที่หาเงินไปใช้จ่ายเป็นค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าหอพัก ค่ากินค่าใช้ต่าง ๆ "ปกติก็เจ็บปวดอยู่เเล้ว เเต่จะต้องเจ็บปวดมากขึ้นกว่าเดิม" ในปี 2563 จากสถานการณ์การระบาดของ Covid-19 เราจึงจะเห็นปรากฏการณ์ การต่อสู้ ต่อรองของนักศึกษาทั่วประเทศ ผ่านข้อเรียกร้องต่าง ๆ เพื่อให้มีการช่วยเหลือนักศึกษาภายใต้สภาวะวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจะออกมาเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยออกนโยบายช่วยเหลือ และปรากฏว่าหลังจากมีการต่อสู้และเรียกร้องของนักศึกษา ทำให้หลาย ๆ มหาวิทยาลัยต้องออกมาตราการณ์ในการช่วยเหลือนักศึกษาตามข้อเรียกร้อง เราจึงจะเห็นมาตรการเยียวยานักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในปีที่ผ่านมา เช่น


-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลดค่าเล่าเรียน 10% มอบทุนสนับสนุน 5,000 ทุน ลดค่าหอพัก 50-100% -


- มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลดค่าเล่าเรียน 1,500 บาท/คน มอบทุนสนับสนุน 5,866 ทุน


- มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลดค่าเล่าเรียน 4,500 บาท/คน มีทุนสนับสนุน นักศึกษาขาดแคลนทุนทรัพย์และจ้างงานนักศึกษา ลดค่าหอพัก 10% เป็นต้น


ไม่เพียงแต่มหาลัยของรัฐบาลเท่านั้นที่ออกนโยบายช่วยเหลือนักศึกษา ทว่าเราก็จะเห็นมาตรการ ลดค่าเล่าเรียนของมหาลัยเอกชนหลาย ๆ แห่ง เช่น


- มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ลด 30% มหาวิทยาศรีปทุม ลด 15-25%


- มหาวิทยาลัยรังสิต ลดค่าธรรมเนียม 25%


ทว่าในปัจจุบันปี 2564 วิกฤต Covid-19 ยังคงอยู่ การเรียนปรับสู่การเรียนออนไลน์ นักศึกษายังคงได้รับผลกระทบ แต่นโยบายเหล่านี้ในหลาย ๆ มหาวิทยาลัยกลับไม่ถูกนำมาสานต่อเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาในยามลำบากไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีที่ผ่านมาหลาย ๆ มหาวิทยาลัยเองก็ได้พิสูจน์และทำให้สังคมเห็นแล้วว่ามาตรการช่วยเหลือนักศึกษาสามารถเกิดขึ้นได้จริง และด้วยการพิสูจน์เชิงประจักษ์นี้ ทำให้ไม่มีข้ออ้างว่าการช่วยเหลือนักศึกษาในตอนนี้ ซึ่งอยู่สภาวะวิกฤติที่ไม่ต่างอะไรจากปีที่แล้วจะเป็นไปไม่ได้ ในทางกลับกันจากประสบการณ์ที่ผ่าน ยิ่งทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้เห็นว่าผลกระทบไม่ได้เกิดกับนักศึกษาเฉพาะกลุ่ม แต่มันเกิดกับนักศึกษาทุกกลุ่ม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มหาวิทยาลัยจะต้องเพิ่มความช่วยเหลือให้นักศึกษาให้ครอบคลุมและถ้วนหน้าให้มากกว่าปีที่ผ่านมา หรือเมื่อพิจารณาในแง่ของการจัดการเรียนการสอนในลักษณะของการเรียนออนไลน์ ทำให้มหาวิทยาลัยลดค่าใช้จ่ายในส่วนต่าง ๆ จำนวนไม่น้อย เช่น งบประมาณที่ใช้ในการจัดกิจกรรมภายในมหาวิทยาลัย ค่าใช้จ่ายด้านอาคารสถานที่ บริการอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษาไม่ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ แต่นักศึกษายังคงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนเท่าเดิม และยังจะต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายสำหรับการสมัครอินเทอร์เน็ตสำหรับการเรียนออนไลน์


หลายคนอาจจะบอกว่าจ่ายค่าเล่าเรียนเท่าเดิม ค่าเน็ตนิดหน่อย แต่ในสภาวะเช่นนี้ ถือว่าเป็นภาระและความยากลำบากที่เพิ่มมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่นักศึกษาจะได้เงินส่วนนี้คืน “ปีที่ผ่านมา 2563 หลาย ๆ มหาวิทยาลัยพิสูจน์แล้วว่ามาตรการช่วยเหลือนักศึกษาช่วงวิกฤตทำได้ ปีนี้ 2564 นักศึกษายังคงอยู่ในวิกฤตเช่นกัน ทำไมจะทำไม่ได้ และต้องทำให้ดีกว่าเดิม” ไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยเท่านั้นที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือนักศึกษา ทว่ารัฐบาลก็จะต้องมีส่วนในการเข้ามาช่วยเหลือนักเรียน/นักศึกษาในสภาวะวิกฤตินี้เช่นเดียวกัน ตัวอย่างของรัฐบาลแคนาดาได้มีนโยบายแจกเงินแก่นักเรียนนักศึกษา รวมไปถึงนักศึกษาจบใหม่ทั่วประเทศกว่า 9 พันล้านดอลลาร์ โดยที่จะได้รับเงินคนละประมาณ 1,750 ดอลลาร์ กล่าวคือรัฐบาลเข้ามาเป็นผู้ดูนักเรียน/นักศึกษาที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งต่างจากรัฐบาลไทย แต่หากสังเกตการณ์ใช้เงินของรัฐบาลไทยผ่านมาคงไม่เป็นที่สงสัยแล้วว่านโยบายช่วยเหลือนักศึกษาจะทำได้หรือไม่ในเรื่องของการคลัง แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะทำหรือไม่ทำก็เท่านั้นเอง… ขอบคุณข้อมูลจาก: https://decode.plus/back-to-school-after-covid19/

ดู 1 ครั้ง0 ความคิดเห็น